แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลักสูตร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลักสูตร แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

นักฟังที่ดี ไม่พลาดทุกงาน


         “ ไม่ควรพูดทุกคำที่คิด แต่ควรคิดทุกคำที่พูด ” เพราะการพูดเรื่อยเปื่อย พูดตลอดเวลา ไม่ละโอกาสให้ใครนำเสนอบ้าง อาจไม่ส่งผลดีต่อตัวเอง ซ้ำยังทำให้ไม่รู้ความคิดเห็นของฝ่ายตรงข้าม แทนที่จะได้ข้อมูลกลับได้เปิดเผยข้อมูลตนเองเสียอีก 

         ควรใช้สติไตร่ตรองพิจารณา ให้รอบคอบ “ คำบางคำอาจใช้ได้กับคนบางคน แต่คนบางคนอาจใช้ได้กับคำบางคำ ” นี่เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนในสังคมต้องพึงระลึก ทุกขณะที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับคนหมู่มาก ไม่ว่าอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ใด หัวหน้า ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน ลูกค้าหรือคู่แข่งทางการค้า หากคุณมีทักษะการพูดและการฟังที่ดี ย่อมส่งผลให้คุณมีชัยชนะทุกงานไปกว่าครึ่งทาง แน่นอน!!! 

         “ การฟัง ” ถือเป็นคลังอาวุธทางปัญญา ที่สำคัญไม่น้อยกว่าการพูด ติดตัวมนุษย์มาแต่เกิด ไม่ต้องไม่แสวงหามาจากไหน ทุกคนฟังมาแต่เกิดก่อนการพูดเสียอีก แต่จะอีกสักกี่คนที่ “ ฟังเป็น” เลือกจะรับไว้ เลือกจะปล่อยผ่าน การฟังเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่หลายคน ประสบความสำเร็จทางการเจรจาต่อรอง การประกอบธุรกิจ จากการใช้ทักษะการฟังที่ดีนี่แหละ 

          ขอยกตัวอย่าง นักขายในธุรกิจเครือข่ายด้านสุขภาพท่านหนึ่ง เป็นคนพูดเก่งมาก บุคลิกภาพดี มีทักษะการพูดที่ดี มีน้ำเสียงนุ่มนวลน่าฟัง แต่มักพูดแต่เรื่องของตนเอง เรื่องสินค้าตนเอง ไม่สนใจประเด็นอื่นๆของสินค้าที่เกิดขึ้น เพราะเขามีความมั่นใจในตนเองสูงมาก 

         …. อีกไม่นาน สินค้า ย่อมมีคู่แข่งเข้ามาเป็นข้อเปรียบเทียบ ? 
         …. ใครอยากนั่งฟังคนพูดมากๆ ฝ่ายเดียวล่ะ ? 
         …. ความมั่นใจสูงมากทุกสถานการณ์ ทำให้ผู้อื่นมองในทางลบได้ ? 
         …. บุคลิกภาพดี แต่งตัวดี พูดดี แต่ไม่รับฟังใคร ก็อาจตกม้าตายตอนจบได้ ? 
         ….บางครั้ง สินค้าถูกแบน ผู้ขายถูกแบน ตลอดไป ? 
         ….. เพื่อนเลิกคบเพราะพูดมาก พูดเยอะ พูดพร่ำเพรื่อ ? 


         ดังนั้น การฟังให้มาก ถือเป็นหัวใจของผู้พูด หัวหน้างานที่ดี นักพูดที่ดี 
เทคนิคการฟังที่ดี ประกอบด้วย 

         1. ผู้ฟังต้องมีสมาธิ ฝึกนิ่ง รับฟังในเรื่องที่อยู่ในประเด็นที่เกิดขึ้น 
        หากใครมีปัญหาการฟัง ไม่สามารถอดทนต่อการฟังนานๆ ผู้เขียนแนะนำ ให้ฝึกนั่งสมาธิก่อนนอนวันละ 30 นาทีและตื่นมาทำสมาธิช่วงเช้าก่อนไปทำงานวัน 10 นาที อันนี้ช่วยได้มาก ฝึกในช่วงแรกๆ อาจมีกระสับกระส่าย แต่เมื่อนานไปสักระยะ 1-2 เดือน จะมีความสงบนิ่ง รับรู้ประเด็นต่างๆอย่างแยบยลขึ้น เรียกว่า มีกึ๋น รู้เท่าทันผู้อื่น 

         2. มองสายตาแบบ 2 4 8 10 การรับฟังอย่างตั้งใจ 
         การมอง ถือเป็นสิ่งสำคัญซึ่งแสดงถึงการยอมรับ การเคารพ การให้เกียรติผู้พูดในขณะนั้น ไม่ใช่มองจ้องผู้พูดเพียงตำแหน่งเดียว ไม่มองต่ำ ไม่มองสูง เอียงหน้าไปมาเลื่อนลอย แต่ให้ผู้ฟังฝึกมองผู้พูดตามเข็มนาฬิกา เลข 2 4 8 10 วางสายตาเป็นมิตร จ้องมองในข้อมูลที่อยู่ตรงหน้า ละสายตาบางขณะ ไม่เท้าคางซึ่งเป็นอวัจภาษาที่แสดงถึงอาการเบื่อหน่าย อยากจบเรื่องราว ไม่กอดอกแสดงถึงการปิดรับข้อมูล ไม่เกาศีรษะเมื่อไม่เข้าใจ เบ้ปากบนเมื่อไม่พอใจ เก็บอารมณ์ไว้ภายในใจ เปลี่ยนท่าทางยกมือถามหรือส่งคำถามทางกระดาษสอบถามแทน 

         3. ฝึกการโต้ตอบ พยักหน้า 2 จังหวะ 
         การเป็นผู้ฟังที่ดีไม่ใช่นิ่งเฉย แต่เป็นการตอบสนองเชิงสัญลักษณ์ผ่านสายตาที่จ้องมอง น้ำเสียงตอบรับตามประโยคที่ที่รับการถามตอบ การพยักหน้าตอบรับควรเป็น 2 จังหวะ เมื่อเห็นด้วยหรือเข้าใจในสิ่งที่ผู้พูดกล่าวถึง 
         ทำไมต้อง 2 จังหวะน่ะหรือ ? เพราะการขานรับแสดงความเห็นด้วยคล้อยตามที่ดูจริงใจ เชื่อมั่นในคำพูดของผู้ที่อยู่ตรงหน้า ถือเป็นการให้เกียรติที่สุภาพ แสดงความเข้าใจ ไม่ควรพยักหน้ามากเกิน ไป บางคนพยักหน้าเข้าใจเรื่องนั้นๆ เป็น 10 ครั้ง อย่างนั้นทำให้ผู้ฟังเสียบุคลิกภาพ 

         4. หยุดพูดแทรกหรือสอบถามระหว่างดำเนินเรื่อง 
          มารยาทที่ดีของการฟัง คือ ในขณะผู้พูดกำลังกล่าวถึง เล่าเรื่องใดๆก็ตาม ผู้ฟังที่ดีต้องตั้งใจฟัง หากสงสัยปัญหาไม่ยกมือถามทันที ถือเป็นการไม่ให้เกียรติผู้พูด ให้เขียนรายละเอียดที่จะถามลงกระดาษบันทึกของตนเอง เพื่อรอสอบถามในช่วงท้ายเรื่องนั้น หรือพักเบรค เว้นเสียแต่ผู้พูดแจ้งไว้ ในช่วงต้นว่าสามารถสอบถามได้ตลอดเวลาที่สงสัย 
        ซึ่งการสอบถามในเรื่องที่สงสัย กลางห้องประชุมนั้น ผู้ถามไม่ควรยกมือถามเกินคนละ 1-2 คำถาม หากคนๆเดียวสงสัย จิปาถะ ถามเรื่องโน้น เรื่องนี้หลายๆครั้งมากกว่า 2 ครั้ง เสียเวลาผู้อื่น สร้างความรำคาญให้เพื่อนที่ร่วมประชุม ผู้เขียนแนะนำให้เก็บคำถามไว้สอบถามทางกระดาษท้ายรายการ เมลสอบถามตรง หรือขอรับคำปรึกษาตรง 

        5. คำถามชนะใจผู้ฟัง 
         เคยเป็นไหม? เมื่อฟังเรื่องหนึ่งเรื่องใด ฟังการประชุม ฟังการสัมมนา ฟังการปราศรัย เมื่อจบรายการอยากสอบถามบางอย่าง แต่ไม่รู้จะขึ้นต้นคำถามอย่างไร หรือถามแบบใดให้เป็นคำถามที่กินใจผู้ฟังสุดๆ เทคนิคการตั้งคำถามง่ายๆ คือ ประโยคคำถามมีคำขึ้นต้น คำบรรยายและบทสรุปท้ายคำถาม ให้ใช้คำถามแนว ทำไม ? ทำอะไร? ที่ไหน ? อย่างไร? 
         เช่น คุณได้เข้ารับฟังเรื่องกลยุทธ์การนำ LEAN มาใช้ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ แต่คุณทำงานด้านการตลาดของบริษัทผลิตกระเป๋าหนังสตรี จึงสงสัยว่า แล้วจะนำเจ้า LEAN นี่ไปใช้ในงานการผลิตกระเป๋าอย่างไร? 
          คำถามที่ไม่ควรใช้ : ดิฉันอยู่การตลาด บริษัทผลิตกระเป๋า เราพัฒนาระบบงานตามมาตรฐาน ISO มาตลอด 10 กว่าปีนี้ คิดว่าระบบLEAN มีประโยชน์มากๆนะคะ แต่จะมาเชื่อมโยงกับงานการผลิตกระเป๋าได้อย่างไรคะ เพราะบริษัทเรามีสาขาทั้งในและต่างประเทศ พนักงานกว่า 1000 คน พบปัญหาความยุ่งยากมาก พนักงานทำงานไม่เป็นระบบทั้งที่มีระบบงานที่ดีอยู่แล้ว ? จริงๆเราก็อยากลองทำLEAN ค่ะ แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ระบบใดก่อน (ลักษณะคำถามเชิงบ่นพรรณา ไม่ได้ความ) 

         คำถามที่ดี : ดิฉันอยู่การตลาด บริษัทผลิตกระเป๋า บริษัทดำเนินธุรกิจมา 10 ปี ค่ะ (คำขึ้นต้น) 
         บริษัทไม่เคยทำระบบLEAN มาก่อน แต่มีการจัดทำ SOP ,ISO มีระบบประเมินผลงานPMS มีปัญหาเรื่องความซ้ำซ้อนงาน งานช้า สินค้าส่งไม่ทันนานๆครั้งในประเทศยุโรป (คำบรรยาย ) 
         ดิฉันเรียนสอบถามท่านวิทยากร ให้ช่วยเสนอแนะ แนวทางการทำ LEAN ของบริษัท ควรเริ่มทำแผนกใดหรือส่วนงานใดก่อนดีคะ (บทสรุปช่วงท้ายคำถาม) 

         6. ฝึกพูด “ Sexy ” หรือ “ Pepsi” อมยิ้ม 
         คงไม่มีใครอยากพูดให้คนหน้าบูดบึ้งฟัง เพราะพูดไปแล้วเสียอารมณ์เปล่าๆ ไม่มีความสุขทั้งผู้พูดผู้ฟัง ดังนั้น ผู้ฟังที่ดี ต้องช่วยส่งเสริม สนับสนุนผู้พูด ปรบมือชื่นชม อมยิ้มขณะฟังเรื่องที่แปลกใหม่ เรื่องที่ชื่นชอบ เสียงปรบมือแทนคำขอบคุณ ให้เกียรติผู้พูดเมื่อจบการสนทนาในเรื่องนั้นๆ 
         วิธีการฝึกอมยิ้มให้สวย ต่างจากการฝึกยิ้มให้สวย หลายท่านอาจได้รับทราบว่า หากฝึกยิ้มให้สวยต้องพูดคำว่า “ 14 ” สิบสี่ แต่นั่นคือการฝึกยิ้มสำหรับนางงามนางสาวไทย แต่การฝึกอมยิ้มให้สวยแบบนักฟังที่ดี ต้องฝึกตั้งแต่การส่งสายตายิ้ม ยิ้มแย้มพอดีในขณะฟัง ไม่มากไปและไม่บึ้งตึง ฝึกพูด “ Sexy ” หรือ “ Pepsi” 

         7. คิดคำถามเชิงบวกและเชิงลบ 
         เมื่อจบการฟัง ต้องมีคำถามเกิดขึ้นในใจกับตนเองว่า “ เราจะนำเรื่องราวที่ได้รับไปใช้กับตนเองอย่างไร ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ” หลายครั้ง ที่เรามักจดรายละเอียดจากการฟังอย่างตั้งใจ เมื่อจบการรับฟังเรื่องใดๆก็ตาม คุณวางเอกสารที่จดนั้นลงบนโต๊ะเดิม ทำงานตามหน้าที่ประจำวันต่อไป ไม่ได้นำเรื่องที่ฟังไปใช้ประโยชน์จริง อย่างนั้นเรียกว่า “ ฟังไปก็เสียเวลาเปล่า          ” ให้ปรับตัวเองเป็นนักฟังที่ดีใหม่ มีเป้าหมายในการฟังทุกครั้ง 
         เมื่อจบการรับฟังทุกเรื่อง ทุกครั้ง ต้องตั้งเป้าหมายกับตนเองเสมอว่า “ นำไปปรับใช้ ต่อยอดอย่างไร ระยะเวลาที่จัดทำ ” เท่านี้ คุณก็ได้ถือว่า เป็นนักฟังที่เลอค่า 
         ทั้ง 7 ข้อนี้ เป็นส่วนหนึ่งของนักฟังที่ดี ขึ้นอยู่กับผู้อ่านจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์แต่ละสถานการณ์ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ไม่ว่าจะรับฟังเรื่องใด ทุกเรื่องให้แง่คิดในการดำรงชีวิต ขึ้นอยู่กับผู้ฟังจะเลือกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ตำแหน่งหน้าที่ พัฒนาคุณภาพชีวิต 
         สำหรับ หัวหน้างานที่ดีนั้น ต้องฟังข้อมูลลูกน้องให้มากกว่าพูด เรียบเรียงจัดลำดับปัญหาที่เกิดขึ้น นอกจากการฟังทำให้ผู้ฟังมีความได้เปรียบในการสังเกต ท่าที ท่าทางฝ่ายตรงข้ามแล้ว ยังทำให้ผู้ฟังมีระยะเวลาจัดลำดับ แยกแยะ วิเคราะห์เรื่องราวที่ได้ฟังอย่างรอบคอบอีกด้วย 
         หากคิดจะทำการสิ่งใด ฟังให้เยอะพูดให้พอดี ย่อมมีชัยชนะแก่ฝ่ายตรงข้ามแน่นอน …. 

ป้องกันปัญหาจัดทำ KPIs ไม่บรรลุผล


          “ ถ้ามีความเข้าใจ KPIs ทุ่มเทในการวางแผน ดำเนินการจัดทำอย่างจริงจังทุกภาคส่วน สัมฤทธิ์ผลได้ไม่ยาก ไม่มีข้อกังขา ไม่มีข้อโต้แย้งให้คนจัดทำต้องท้อถอย ” 
          หากมองภาพรวมประโยชน์ในการจัดทำ KPIs(Key Performance Indicator) นั้น มีประโยชน์ทั้งองค์กร หากดำเนินกิจกรรม(Activity)ในการทำงานบรรลุผลสำเร็จ นั่นหมายถึงตัวชี้วัดผลงาน(KPIs)บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย(Goals) ส่งผลดีต่อความสำเร็จในพันธกิจ(Mission)ที่ตั้งไว้ เป็นไปตาม วิสัยทัศน์ (Vision) ขององค์กร ส่งผลดีต่อการวางกลยุทธ์ในปัจจุบันและอนาคตองค์กร 

          ประโยชน์โดยรวมที่ควรจัดทำ KPIs ในทุกองค์กร คือ 

          1. เป็นเครื่องมือในการวัดประสิทธิภาพของการทำกิจกรรมหลักในงาน ตามหน้าที่ในงานจริง 
          2. เป็นเกณฑ์ประเมินผลงาน ผลิตภาพงาน (Productivity) ของพนักงานทุกระดับ 
          3. เป็นแนวทางกำหนดขอบเขตการปฏิบัติงาน วิธีการดำเนินงาน ตามมาตรฐานงาน 
          4. เป็นเครื่องมือในการพัฒนาบุคลากรทุกภาคส่วน ในการพัฒนาไปสู่การทำงานที่มีศักยภาพสูงขึ้น 
          5. เป็นเครื่องมือพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทุกภาคธุรกิจ 
          6. เป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจ (Motivation)พนักงานในการทำงาน ทุ่มเทให้ได้ผลงานสูงสุดตามเป้าหมาย 
          7. เป็นเครื่องมือในการจูงใจบุคลากรที่มีศักยภาพสูง (High Potential People) เข้ามาทำงานในองค์กร 

          ในการจัดทำ KPIs นั้น ต้องวางแผน ดำเนินงานอย่างเป็นขั้นตอน มีการประชุมฝ่ายบริหารเพื่อกำหนดนโยบายร่วมกัน ในช่วงแรกของการจัดทำ ผู้จัดทำที่ดีต้องวางกรอบการจัดทำให้ชัดเจน มีการอบรมเพื่อทำความเข้าใจทุกภาคส่วน โดยเริ่มตั้งแต่อบรมในระดับบริหาร ผู้จัดการ หัวหน้างาน ต่อมาจึงอบรมทำความเข้าใจในระดับปฏิบัติการ พนักงาน ให้มีความเข้าใจในการจัดทำขององค์กรร่วมกัน 
           หากอาศัยกระบอกเสียงจากหัวหน้างานส่งต่อข้อมูลเพียงฝ่ายเดียว ไม่เพียงพอที่จะทำให้ทุกคนทราบถึงเป้าหมายที่แท้จริงของฝ่ายบริหาร อีกทั้ง ข้อมูลมีโอกาสคลาดเคลื่อนสูง เกิดกำแพงกั้นความคิด พนักงานรู้สึกเพิ่มภาระงาน ยุ่งยาก ซับซ้อน เกิดความท้อถอยเบื่อหน่าย ตามมา 

          วิธีป้องกันปัญหาที่ดี นั้น เป็นไปตามขั้นตอนที่อธิบายตามแผนภาพ ด้านล่าง 


           ผู้รับผิดชอบ วางแผนจัดทำดี หากไม่ชำนาญอาจหาตัวช่วที่เหมาะสม ตามงบประมาณองค์กร คือ ที่ปรึกษา (Consultant) เข้ามาช่วยวางระบบ (System Planning) ติดตาม (Monitoring) ประเมินผล (Evaluation) เป็นระยะ เมื่อถึงระยะการประเมินจริงภาคครึ่งปีถึงปลายปี ควรทำการประชุมถึงผลลัพธ์การประเมิน เพื่อหาทิศทางพัฒนาปรับปรุง ตั้งเป้าหมายให้ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด 
           ทุกๆปี มีการปรับเกณฑ์ ตัวชี้วัดให้เหมาะสม หากตัวชี้วัดใดบรรลุผล อาจปรับแนวทางการตั้งตัวชี้วัดแนวลบ ไม่ให้เกิดความผิดพลาด สูญเสีย เป็นต้น 
           ลองนำเทคนิค การป้องกันปัญหาการจัดทำ KPIs ไม่บรรลุผล ระยะแรก ไปใช้ดูนะคะ!! เชื่อแน่ว่า ความสำเร็จในแต่ละองค์กรเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน จะเร็วหรือช้านั้น ต้องอาศัยระยะเวลา ความชำนาญ การวิเคราะห์ที่เที่ยงตรง รวมถึงการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง จริงใจ 
          “ การจัดทำ KPIs เปรียบเสมือน การปลูกต้นไม้ให้เติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ หาเมล็ดพันธุ์อย่างดีที่ต้องการ มีผู้ดูแล ใส่ปุ๋ยสม่ำเสมอ มีแสงสว่างให้ต้นไม้ได้ผลิดอก ออกผลและหมั่นรดน้ำพรวนดิน แน่นอน เมื่อเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ ย่อมมีกิ่ง ก้านใบ แข็งแรง ให้ร่มเงาเป็นไม้ยืนต้น ที่ยั่งยืน ”
.........................................   
Cr.Picture 

https://www.assetivity.com.au 


เปลี่ยนความขัดแย้งเป็นแรงผลักดัน (How to changing From Conflict to Creativity)


         ผู้จัดการที่ดี “ อย่าคลุกวงใน อย่าไปตะลุมบอนคน” ควรหาวิธีการจัดการความขัดแย้งในทางสร้างสรรค์ (Creativity) ทำอย่างไรให้ปัญหาที่เกิดขึ้น ถูกสะสางไปในทางบวก หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ไม่มีใครแพ้ชนะ แต่ปัญหาพ่ายแพ้ไป แต่ผู้จัดการต้องกล้าเผชิญกับปัญหาทุกด้านแบบเด็ดขาด ตัดสินเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างเป็นกลาง มีความชอบธรรม เพราะนี่คือหน้าที่ผู้นำ 
          การเป็นผู้นำในทีมที่ดีเยี่ยมนั้น “ ต้องแข็งกร้าวกับปัญหาและอ่อนโยนต่อบุคคล ” เมื่อเกิดปัญหาความขัดแย้งในที่ทำงาน ระหว่างทีมงาน หรือปัญหาภายในทีมงาน ผู้นำต้องสามารถเปลี่ยนความขัดแย้งเป็นแรงผลักดัน ผู้นำที่ดีต้อง… 

          ไม่ปฏิเสธว่าไม่ใช่หน้าที่… 
          ลำดับความสำคัญของปัญหา…. 
          แยกแยะปัญหาที่เกิดขึ้น มีผลกระทบต่อใคร… 
          วางตัวเป็นกลาง ทุกครั้ง… 
          แก้ปัญหาที่ต้นเหตุมากกว่าปลายเหตุ … 
          ทำแผนภูมิก้างปลาวิเคราะห์หา… 
          แก้ปัญหาทีละจุด… 
          ปัญหาได้รับการแก้ไขในทางบวกมากกว่าลบ 

          แต่หากปัญหามาจากคนสองฝ่าย ท่านจะพบว่าเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยากยิ่งกว่าการแก้ปัญหาการทำงานเสียอีก แนะนำว่า หากพบปัญหาลูกน้อง ผู้ใต้บังคับบัญชา มีปัญหาสารพัด ไม่ถูกคอ ไม่ถูกใจ ไม่ต้องตา ไม่ต้องใจ ผู้นำควรใช้หลักการกำจัดเรื่องโต้แย้งเชิงสร้างสรรค์ระหว่างบุคคล ด้วยหลักการ 3 ก ดังนี้ 

          1. กติกาของทีม : ผู้นำทีมควรมีการประชุม ทำกติกาข้อตกลงร่วมกัน ในทีม กฎนี้ใช้เพื่อให้ทุกคนในทีม ทราบกติกา มารยาทในการอยู่ร่วมกันแบบสันติ ดังนั้น กฎกติกาที่ตั้งขึ้นควรได้รับการยอมรับของทุกคน ไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป เช่น กติกาแห่งการทักทาย สวัสดีเมื่อพบเจอกันทุกเช้า กติกาการขอใช้ห้องประชุม กติกาในการประชุม กติกาการโต้แย้งในการทำงาน กติกาเมื่อเกิดปัญหาระหว่างบุคคล การใช้ห้องอาหาร การตำหนิติเตียนเพื่อนร่วมงาน มารยาทในการแต่งกาย 
          2. กระบวนการยุติธรรม : นำปัญหาและผู้มีปัญหาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในองค์กร ไม่ควรเรียกฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมาปรับความเข้าใจเพียงฝ่ายเดียว ยิ่งทำให้เกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ซ้ำร้ายไปกว่านั้นอาจถูกมองในแง่ลบไม่เป็นกลาง ควรมีผู้บังคับบัญชาสูงสุดเข้าร่วมเป็นคนกลาง ให้เวลาทั้งสองฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นร่วมกัน วิธีการนี้ถือว่าได้ผลดีทั้งสองฝ่าย แต่สำคัญสุดคือ คนกลางต้องวางตัวเหมาะสม ไม่แสดงความคิดเห็น เข้าไปมีส่วนร่วมตัดสิน ให้ทั้งสองฝ่ายตัดสินปัญหาที่เกิดขึ้น โดยใช้หลักการ WIN-WIN 
          3. การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ : หลายปัญหามักเกิดจากแค่คำพูดไม่กี่คำ ท่าทางไม่กี่ท่า สายตาเพียงแวบหนึ่ง แต่สามารถทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ “ รอยขาดบนเสื้อผ้าเย็บปะได้ แต่บาดแผลจากคำพูดฝังใจเย็บปะยาก” ดังนั้น เมื่อเกิดประเด็นที่เป็นปัญหา การสื่อสารที่ดีมีส่วนช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ง่ายในพริบตา เปลี่ยนความเกลียดเป็นความเข้าใจ เปลี่ยนไม่มีใจเป็นใส่ใจความรู้สึก เมื่อเกิดปัญหาหรือข้อขัดแย้ง ผู้นำที่ดีต้องใช้หลักการแบบถ้อยที ถ้อยอาศัยกัน กล้าเปิดใจพูดในสิ่งที่คิด ควรหาห้องในการพูดคุยทั้งสองฝ่าย ห้องควรมีบรรยากาศผ่อนคลาย โล่งกว้าง เงียบสงบแต่ไม่ใช่ห้องเย็นเพื่อเชือดใคร ให้เวลา 1 ชั่วโมง เพื่อบุคคลดังกล่าวได้พูดคุยทำความเข้าใจในเรื่องที่เกิดขึ้น สำหรับหลักการในการสื่อสารข้อนี้แนะนำว่า ให้ใช้หลักการพูด ด้วยน้ำเสียงระดับธรรมดาลงมาถึงเสียงต่ำสุดในการพูดคุยกัน ไม่ใช้เสียงสูงหรือใช้อารมณ์เข้ามาเป็นตัวเชื่อมการสนทนา เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เริ่มอยู่ในสภาวะตึงเครียด ผู้ที่เป็นคนกลางควรแสดงตนเป็นผู้เชื่อมสัมพันธ์ที่ดี พูดเชิงแนะความรู้สึกหรือประมวลสรุปสิ่งที่พูดไปแต่ละคน ไม่แสดงความคิดเห็นส่วนตัวของตนเอง 
          แนะนำว่าการใช้หลักการข้อนี้ควรกระทำเมื่ออารมณ์สงบ ผ่านระยะเวลาเหตุการณ์นั้นมาได้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง หรือมากกว่า 3 ชั่วโมงแล้ว ซึ่งมีผลว่า หลังจากช่วงเวลาดังกล่าว อารมณ์แต่ละฝ่ายมีความสงบเย็นลง 
          ความขัดแย้งหลายเหตุการณ์ในองค์กร มักเป็นเรื่องการเมืองในองค์กร เรื่องระหว่างบุคคล เรื่องความไม่ลงรอยระหว่างหัวหน้างานกับลูกน้อง เรื่องระหว่างพนักงานกับนโยบายผู้บริหาร ทุกสิ่งนั้นเมื่อเกิดความขัดแย้ง แน่นอนล่ะย่อมทำให้การทำงานมีปัญหา เกิดภาวะคอขวดในที่ทำงาน กลืนไม่เข้าคายไม่ออก บางคนตัดสินใจลาออกก็มี 
          ดังนั้น ผู้ที่มองเห็นปัญหานั่นคือหัวหน้างานผู้จัดการ ไม่ควรละเลยเป็นเรื่องไกลตัว ต้องรอบคอบในการวางแผนการแก้ปัญหาความขัดแย้ง เจรจาต่อรอง (Negotiation) แบบสร้างสรรค์ นี้ถือเป็นภาระหน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่งของหัวหน้าที่ดี การสวมหมวกสองใบในฐานะผู้นำจึงต้องใช้หมวกที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ในการสร้างงาน สลายรอยร้าว สร้างแรงผลักดันที่ดีให้เกิดแก่ทีม หากทำได้คุณคือหัวหน้าที่มีชัยชนะต่อความขัดแย้ง ไม่ว่าเหตุการณ์ใดมากระทบกระทั่ง คุณสามารถแก้ไขได้อย่างแยบยล 
          หัวหน้าหรือผู้นำทีมที่ดีจึงต้องกล้าเผชิญกับปัญหา และพร้อมแก้ปัญหาในทุกวันเมื่อก้าวเข้าสู่สังคมการทำงาน อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ตำแหน่งหัวหน้านั้น “ ยิ่งสูง ยิ่งหนาว” ? 
มีเรื่องเล่าชวนคิด …..คนหนีเงา 
          ชายวัยกลางคน คนหนึ่งทุกครั้งที่ออกจากบ้าน เขาพยายามวิ่งและเร่งฝีเท้าเดินหนีตนเอง ท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนแผดเผา กลางที่แจ้ง เขาทำอย่างนี้ทุกวัน จนเป็นที่ชินตาของผู้พบเห็น 
          “ ทำไม จึงวิ่งและเดินเร็ว” หญิงชราแปลกใจและเอ่ยถาม 
          “ ฉันเกลียดเงาตัวเอง เกลียดเท้าอันใหญ่โตของตัวเอง มาก ไปๆๆ ” 
         ชายคนดังกล่าวพูด สีหน้าอิดโรย เหงื่อไหลพรั่งพรูออกจากรูขุมขน 
          “ เงามันกลับเป็นเพื่อนที่ดีต่อฉัน มันไปทุกที่ไม่มีบ่นและจะไปพร้อมกับลมหายใจฉันในวันข้างหน้า ” หญิงชราเอ่ยขึ้น ด้วยสีหน้าและท่าทางมีความสุข 
          จากนั้น ชายคนดังกล่าว ไม่หยุดการหนีเงา กลับวิ่ง วิ่งและวิ่งให้เร็วยิ่งขึ้นเพื่อหนีเงาที่ติดตามตัว หนีรอยเท้าอันใหญ่เบ้อเร่อ เขาเร่งฝีเท้าไม่ยอมหยุด จนหมดแรงและเป็นลมลงกลางท้องถนน กระทั่งถึงแก่ความตายในที่สุด 
        ….สังคมทุกวันนี้ หลายคนไม่ต่างจาก คนหนีเงาตัวเอง พยายามไขว่คว้าหาสิ่งที่มาบำรุงกาย บำรุงใจให้สุข พยายามหนีปัญหา หนีความทุกข์ที่มากระทบ แต่มักลืมเงาที่มีติดตัว ลืมทุกข์ที่ติดตามมาตลอดเวลา หากเรามองปัญหาเสมือนเงาตามตัว แก้ไขอย่างถูกทาง โดยเดินเข้าที่ร่ม ไม่นาน…ปัญหาที่ว่ายาก ยิ่งใหญ่ กลับกลายเป็นเรื่องที่ง่าย ท้าทายความสามารถตัวเราเสียอีก ….. 
............................................................................
Thanks for picture 
www.reference.com 

อบรม  หลักสูตร  ต่อรอง  ปัญหา  แรงผลักดัน  สื่อสาร  หัวหน้า  ผู้จัดการ  ผู้นำ  น้ำเสียง  ระดับคำพูด 

ทีมงาน  Win Win  Negotiation conflict  ความขัดแย้ง   

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

เทคนิคปรับบุคลิกภาพตนเอง

         ปัจจุบันผู้บริหารองค์กร ต้องดูดี มีสง่า ราศรีจับ หากแต่งตัวโทรม ผมยุ่ง นุ่งกางเกงยับ รองเท้าฝุ่นจับ คงไม่มีใครชื่นชมปรบมือให้ แถมยังได้ยินเสียงพลายกระซิบตามหลังมาอีกว่า “ ดูไม่ได้เอาเสียเลย นายเรา !! ” 
          “ ส่วน หัวหน้างาน พนักงาน ทั่วไปไม่จำเป็นต้องบุคลิกดีก็ได้ ” ไม่จริงอย่างมากค่ะ ….. 
          ไม่ว่าดำรงตำแหน่งใดในงาน เราต้องฝึกปรับตนเองให้มีบุคลิกภาพที่ดี น่านับถือ สง่างาม ใครเห็นเป็นสะดุดตา 
          บุคลิกภาพที่ดีนั้น ปรับแก้ได้ทุกคน สามารถแก้ไขเปลี่ยนจุดด้อยที่มีอยู่ในตนเป็นจุดเด่นขึ้นมาได้ โดยง่าย แต่นั่นต้องอาศัยการฝึกอบรม เพาะบ่มจากผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาบุคลิกภาพ 
           ในวันนี้ ผู้เขียนขอแนะนำพื้นฐาน การปรับบุคลิกภาพให้ดูดี ด้วยเทคนิคการปรับ 3 อย่างในตัวเอง ทำได้ง่าย ทำเองได้ที่บ้านไม่ต้องเข้าคอร์สฝึก 
          คือ ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ภายนอก ปรับเปลี่ยนท่าเดิน และสุดท้ายปรับเปลี่ยนเสียงพูด หากนำไปปรับแก้ไขใช้จริง เพื่อนที่เคยขำๆคุณ ลูกน้องที่เคยมองเมิน หัวหน้าที่คอยดูแคลน ต้องมองเหลียวหลัง และถามคุณว่า “ ไปทำอะไรมา ดูดีขึ้น ?” 

           พื้นฐานการปรับบุคลิกภาพให้ดูดี ดังนี้ 

           ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ภายนอก 
          + เปลี่ยนชุด เสื้อผ้า รองเท้า ให้เหมาะกับงาน มีความเป็นมืออาชีพ หากต้องทำงานในตำแหน่งตั้งแต่ผู้จัดการขึ้นไปถึงตำแหน่งฝ่ายบริหาร ต้องใส่สูท ผูกเนคไท ผู้ชายท่านใดยังเคยชินกับการใส่เสื้อเชิ้ตพับแขน กางเกงสแล็ค รองเท้าหนังย่นพันปี คุณพลาดอย่างแรงค่ะ เพราะทำให้ภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือคุณตกไปแล้ว ลองเปลี่ยนดูค่ะ 
          สำหรับผู้หญิงให้ใส่ชุดเดรสหรือสวมเชิ้ต ใส่สูทพอดีตัวทับ กระโปรงยาวลงมาคลุมเข่าประมาณ 1- 3 นิ้ว กำลังดีค่ะ สีสูทน้ำเงิน เทา ขาว ดำ น้ำตาล คือสีพื้นฐานที่เข้าได้ดีหลายสีผิว คงเอกลักษณ์ความน่ายำเกรง รองเท้าหากไม่เคยชินกับรองเท้าส้นสูง แนะนำให้ใส่รองเท้าส้นต่ำหรือส้นเตารีดแบบต่ำ ไม่แนะนำให้ใส้รองเท้าส้นหนาๆ หรือรองเท้าไม่มีส้นปลายเปิด เพราะดูไม่สมาร์ท 
         + ทรงผม ผมที่เคยกระเซอะกระเซิง ทั้งหญิงและชายให้เดินเข้าร้านนักออกแบบทรงผม เลิกตัดผมกับร้านประจำเดิมๆ เพราะเราตัดประจำ ชีวิตเราจึงอยู่แบบเดิมๆอย่างนี้เป็นประจำ เน้นให้ทรงผม ออกแบบมาเข้ากับรูปหน้าดูทันสมัย ยอมจ่ายเงินหนึ่งครั้งเพื่อซื้อคุณคนใหม่ ผู้ชายนักบริหารแนะนำให้ตัดผม เปิดหน้า ผมหน้าสั้นไม่มีไรผมมาเคลียหน้าตาแบบทรงหนุ่มเกาหลี ทรงผมสั้นนี้เหมาะกับนักธุรกิจ ผู้บริหาร หัวหน้างาน 
          สำหรับผู้หญิงนักบริหาร หัวหน้างาน ไม่เหมาะตัดผมหน้าม้าหนาเตอะยกเว้นแนวแฟชั่น วัยทำงานทั่วไป หากตัดผมหน้าม้าให้สไลด์ผมม้าบางหรือปัดม้าข้าง จะดูดีกว่า หากผมยาวควรมัดรวบขึ้นหรือรวบผมครึ่งหัว หน้ารูปทรงไข่มั่นใจไม่กลมดิ๊ก ตัดสั้นได้แบบสบายหัวเลยค่ะ ผมดัดโรลก็สวยไปอีกแบบ ดูมีความมั่นใจขึ้น แต่ถ้าคิดดัดผมจริงล่ะก็ ต้องศึกษาโครงหน้าตนเอง ให้ดัดแล้วดูสวยสะพรั่งมิใช่เพิ่มตัวเลขอายุ ? ที่สำคัญลักษณะนิสัยส่วนตัว เป็นคนง่ายๆ ไม่ชอบวุ่นวายกับการทำผมหรือไม่ ? ผมดัดต้องหมั่นเซ็ทผมให้ดูดีทุกวัน มิเช่นนั้นผมพองชี้ฟู ดูไม่เข้าท่า 
          + แต่งหน้า ผู้บริหารหญิงหน้าซีดหน้าดำ เห็นรอยเท้ากาเต็มใบหน้า คงไม่มีลูกน้องคนไหน สดใสสดชื่นอยากร่วมงานด้วย ควรเลือกการแต่งหน้าให้เข้ากับสีผิว 
             - สีผิวขาวอมเหลือง ควรเลือกแต่งหน้าโทนสีพาสเทล สีผมบลอนด์อมทอง บลอนด์เขียว ทองประกายแดงเรื่อ , 
             - ผิวสองสี ผิวสีแทน ผิวสีน้ำผึ้ง ควรแต่งหน้า โทนสีส้มอมชมพูระเรื่อ เอิร์ธโทน โทนสีน้ำตาลส้ม สีผมเน้นโทนสว่างสีเชสต์นัต น้ำตาลส้มปานกลาง สีคาราเมล 
             - คนผิวขาว ควรแต่งหน้า โทนสีเบจ สีชมพู สีผมบลอนด์ทอง ดำน้ำตาล ดำเข้ม 
          + มีของติดมือ นอกจากมีโทรศัพท์เคลื่อนที่ข้างกาย หากคุณคือผู้บริหาร หรือมีแนวโน้มจะเติบโตด้านหน้าที่การงาน แนะนำให้มีสมุดแพลนเนอร์ พกติดตัวเสมอเมื่อต้องร่วมประชุมหรือฟังวาระต่างๆ อย่าเดินตัวเปล่าเล่าเปื่อยไปแบบบันทึกลงหน่วยความจำซ้ายขวา เพราะดูไม่มีความเตรียมพร้อม ไม่ใส่ใจ ส่วนเครื่องประดับที่ต้องติดตัวเสมอคือนาฬิกา เพราะนอกจากทำให้เรารู้เวลาแล้ว ยังสามารถบริหารเวลาได้แบบมืออาชีพ อีกด้วย 
           ปรับเปลี่ยนท่าเดิน 
          เราหัดเดินมาแต่เริ่มตั้งไข่ แต่เมื่อโตเข้าวัยผู้ใหญ่ ต้องหัดเดินแบบสมาร์ทแล้วล่ะ การเดินไปทำงาน ในพื้นที่ของออฟฟิศคุณน่ะแหละ คือ รันเวย์ระดับโลก ผู้เขียนไม่ได้ให้คุณไปฝึกเดินแบบ แต่ให้ฝึกการเดินอย่างสง่างาม คุณเดินเข้าทำงานตามปกติ แต่คุณสามารถทำให้ดูดีสะดุดตาได้ ไม่ยาก 
          สาวๆต้องหัดเดินมองตรง มือส่ายเล็กน้อย ก้นย้อยพองาม( ย้ำว่าย้อย มิใช่ย้วย ) แววตามีจุดมุ่งหมายไม่เลื่อนลอย หากมีของหยิบจับถือมาด้วย ให้ฝึกลงน้ำหนักตัวกับสิ่งของ ฝึกลงน้ำหนักกับท่าทางที่เดิน ฟังแล้วดูยาก แต่จริงๆไม่ยากเลย เราถืออะไรมาก็แบ่งน้ำหนักตัวส่วนหนึ่งลงสิ่งของนั้น ฝึกถือของเดินหลังตรง คือ ถ่ายเทน้ำหนักลงไปตามอวัยวะที่เคลื่อนไหว จะใส่ส้นสูงแค่ไหนไม่มีมีเดินเซค่ะ ไม่ลงน้ำหนักทั้งหมดที่ส้นเท้า ฝึกเดินให้สวยต้องฝึกรายตัวค่ะ บางคนฝึกนานหลายเดือน หลังฝึกท่าเดินเปลี่ยนเป็นคนใหม่แบบน่ามองเชียวคุณ 
          ผู้ชายฝึกง่าย ยกเว้นผู้ชายที่ผอมมาก อ้วนมาก หรือเดินหลังค่อมมานานมากๆ หลายปี ต้องปรับท่าเดินใหม่หมด การปรับแก้ไขนี้ไม่ยากค่ะ แต่ต้องหาสาเหตุและค่อยปรับกันไป 
          นึกถึงท่าเดินการทรงตัวนกเพนกวิน ทำไมเพนกวินเดินตัวเอียง ตัวตรง แต่ละพื้นที่ต่างกัน เมื่อเดินบนบกพื้นทั่วไป จะสังเกตเห็นเพนกวินเดินตัวตรง แต่จะเดินอย่างช้า ๆเพื่อควบคุมการทรงตัว น้ำหนักตัว ลงปลายเท้า แต่ถ้าเดินในที่หนาวเย็น บนพื้นน้ำแข็ง พื้นหิมะ นกเพนกวินจะเดินเอนตัวมาข้างหน้า บางครั้ง เพนกวินมีวิธีการเคลื่อนที่ที่เร็วมากเพื่อปรับสภาวะ ความสมดุลต่อสิ่งแวดล้อม นั่นคือ การไถลตัวไปตามทางลาดชันหรือพื้นที่ลื่นเป็นน้ำแข็ง อย่างเร็ว 
          ถ้าฝึกการเดินเองที่บ้าน แนะนำให้ทำทุกวันค่ะ ก่อนนอนวันละครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง ฝึกนำหนังสือปกแข็งพอควร จำนวนมากกว่า 2 เล่ม ( น้ำหนัก 3 ขีด - ครึ่งกิโลกรัม ) วางไว้เหนือศีรษะ ฝึกเดินไป เดินกลับ เดินขึ้นลงบันได ฝึกเดินถือของขณะมีหนังสือบนศีรษะ เดินด้วยพูดด้วย(หมายถึงสื่อสารกับผู้อื่นที่อยู่ตรงนั้นค่ะ) ฝึกทุกวันๆ ทำแบบนี้ให้ครบแต่ละเดือน และลองสังเกต จดบันทึกการเปลี่ยนแปลงท่าเดินตนเอง ลองเดิน มองหน้ากระจกบานใหญ่ จะพบว่าคุณเดินสวย ดูดี สง่างาม ได้เองโดยไม่ต้องใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมก็ปัง!!! ถ้าเดินไม่ดี แต่หน้าตาดีก็พังค่ะ หน้าไม่ช่วยอะไรแน่ มีนางงามระดับโลกคนไหน หน้าตาดี เดินขี้เหร่บ้าง !! 
           ปรับเปลี่ยนเสียงพูด 
          เสียงพูดสำคัญสำหรับทุกหน้าที่งาน ฝึกพูดด้วยประโยคที่มั่นใจ เสียงหนักแน่น ซึ่งผู้เขียนเคยลงบทความไปแล้ว ในเรื่อง “ สร้างเสน่ห์จากน้ำเสียง ” ครั้งก่อน ลองเข้าไปอ่านดูนะคะ ระดับเสียงพูดก็สำคัญ ต้องฝึกการพูดโทนเสียง 5 ระดับ ต่ำมาก ต่ำ เสียงธรรมดา เสียงสูง เสียงสูงมาก ซึ่งการพูดให้ได้โทนเสียงที่เหมาะกับตนเอง ดูน่าเกรงขาม เป็นงานเป็นการบางคนมาจากพรสวรรค์ แต่ถ้าใครบังเอิญสวรรค์สร้างโทนเสียงจิ้งหรีด ห้าวหาญ แหบแห้งติดตัวมาแต่กำเนิด สามารถปรับโทนเสียงให้ดูน่าฟัง คมชัดดีขึ้นได้ 
          การนำเสียงแต่ละระดับ ไปใช้ในชีวิตประจำวันนั้น มีความแตกต่างกัน เพราะหากใช้โทนเสียงผิดสถานการณ์ เรื่องร้ายจะกลายเป็นรุนแรง เรื่องดีจะกลับแย่ลง 
          การฝึกพูดระดับเสียงต่างๆนี่ ต้องอาศัยการฝึกทุกวัน ฝึกพูดออกเสียง อ่านหนังสือมากๆ ใครที่มักพูดตะกุกตะกัก พูดไม่ชัด เสียงไม่สม่ำเสมอ ให้ฝึกพูดคำควบกล้ำ ฝึกพูดประโยคยาวๆ เช่น เช้าฟาดผัดฟักเย็นฟาดฟักผัด , ยักษ์ใหญ่ไล่ยักษ์เล็กยักษ์เล็กไล่ยักษ์ใหญ่ , กินมันติดเหงือกกินเผือกติดฟันกินทั้งมันกินทั้งเผือกติดทั้งเหงือกติดทั้งฟัน …. ลองฝึกประโยคเหล่านี้ดูนะคะ ท่องวันละ 100 รอบ ท่องไปสักเดือนหนึ่ง( 100 รอบ X 30 วัน = 3,000 รอบต่อหนึ่งประโยค) รับรองพูดคล่อง ลื่นดีไม่มีสะดุด 
          สำหรับหัวหน้างานนั้น สำคัญมาก ต้องฝึกพูด ฝึกใช้เสียงสั่งงาน ฝึกการประชุมทีม เสียงนี่แหล่ะจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างภาพลักษณ์แรกพบ ให้คนศรัทธายำเกรง ส่วนลูกน้องหรือพนักงานทั่วไป ควรฝึกการใช้เสียงสื่อสาร การประสานงานให้ชัดเจน มีเสน่ห์ ชวนฟัง ทำงานง่ายขึ้น 
          ที่เล่ามาทั้งหมดนี่ ผู้เขียนเองก็ผ่านจุดที่ต้องฝึกอย่างหนักแบบนี้มาก่อน แรกๆรู้สึกถึงความมั่นใจ คิดว่า ดูไม่ยากเลยใครๆก็ทำได้ แค่การปรับบุคลิก พูด เดิน ยืน นั่ง เราทำเป็นประจำ 
          แต่เมื่อเข้าสู่การฝึกจริงนานนับเดือน ปกติเป็นคนอดทนและถึกมาก(รู้สึกอย่างนั้น) กลับท้อแท้ ช่วงสัปดาห์แรก เพราะต้องฝึกอย่างหนัก ทำซ้ำๆ ท่าทางเดิม คำพูดเดิมแทบคอแห้ง พูด เดินวนอยู่แบบนั้น ฝึกนับไม่ถ้วนกี่หลายพันครั้ง ด้วยต้องเรียนรู้รสชาติการฝึก อีกทั้งต้องเป็นผู้ฝึกผู้อื่นต่อไป 
          ลองนำเทคนิคที่ผู้ขียนแนะนำให้ ไปฝึกกันนะคะ ลองปรับเปลี่ยนกันไป มนุษย์ทุกคนมีพรสวรรค์ที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคลค่ะ แต่เชื่อเถอะ พรแสวงน่ะ !! บทจะดีเลิศฟ้าก็ต้านไม่อยู่…. 

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

โครงการพัฒนาบุคลากร (OD) หลักสูตร ESB รพ.ลาดกระบังฯ





โครงการพัฒนาบุคลากร (OD) หลักสูตร
ESB รพ.ลาดกระบังฯ

โครงการพัฒนาบุคลากรด้วยจิตบริการ (OD) หลักสูตร
ESB รพ.ลาดกระบัง
วันที่ 7-8 ก.พ. 2560 รุ่น 1-2  อบรมแก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่
รพ.ลาดกระบังกรุงเทพมหานคร โดยมี นพ.เกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา
ผู้อำนวยการโรงพยาบาล เปิดงานและร่วมทำกิจกรรมตลอด 2 วัน อบรมโดย วิทยากร
อ.วีย์รฎา กวิณรวีบริรักษ์ ผู้หญิงตัวเล็ก แต่พลังในการอบรมมหาศาล กิจกรรมสนุก
มีสาระ ไม่เครียด
...................................................................................................
ติดตามสอบถามกิจกรรมอบรม ,สัมมนา
,งานที่ปรึกษา,Survey ได้ที่
บริษัท ออเรียนทอล ฟีนิกซ์ คอนซัลแตนท์ จำกัด
(Oriental Phoenix Consultant Co.,Ltd.)
www.ophconsultant.com
www.facebook.com/ophconsultant
LINE :
ophconsultant
Customer
Care Tel. 081-5875686 , 098-2900043

โครงการพัฒนาบุคลากร (OD) หลักสูตร ESB รพ.ลาดกระบังฯ

\



โครงการพัฒนาบุคลากร (OD) หลักสูตร
ESB รพ.ลาดกระบังฯ

โครงการพัฒนาบุคลากรด้วยจิตบริการ (OD) หลักสูตร
ESB รพ.ลาดกระบัง
วันที่ 7-8 ก.พ. 2560 รุ่น 1-2  อบรมแก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่
รพ.ลาดกระบังกรุงเทพมหานคร โดยมี นพ.เกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา
ผู้อำนวยการโรงพยาบาล เปิดงานและร่วมทำกิจกรรมตลอด 2 วัน อบรมโดย วิทยากร
อ.วีย์รฎา กวิณรวีบริรักษ์ ผู้หญิงตัวเล็ก แต่พลังในการอบรมมหาศาล กิจกรรมสนุก
มีสาระ ไม่เครียด
...................................................................................................
ติดตามสอบถามกิจกรรมอบรม ,สัมมนา
,งานที่ปรึกษา,Survey ได้ที่
บริษัท ออเรียนทอล ฟีนิกซ์ คอนซัลแตนท์ จำกัด
(Oriental Phoenix Consultant Co.,Ltd.)
www.ophconsultant.com
www.facebook.com/ophconsultant
LINE :
ophconsultant
Customer
Care Tel. 081-5875686 , 098-2900043

โครงการพัฒนาบุคลากร (OD) หลักสูตร ESB รพ.ลาดกระบังฯ





โครงการพัฒนาบุคลากร (OD) หลักสูตร
ESB รพ.ลาดกระบังฯ

โครงการพัฒนาบุคลากรด้วยจิตบริการ (OD) หลักสูตร
ESB รพ.ลาดกระบัง
วันที่ 7-8 ก.พ. 2560 รุ่น 1-2  อบรมแก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่
รพ.ลาดกระบังกรุงเทพมหานคร โดยมี นพ.เกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา
ผู้อำนวยการโรงพยาบาล เปิดงานและร่วมทำกิจกรรมตลอด 2 วัน อบรมโดย วิทยากร
อ.วีย์รฎา กวิณรวีบริรักษ์ ผู้หญิงตัวเล็ก แต่พลังในการอบรมมหาศาล กิจกรรมสนุก
มีสาระ ไม่เครียด
...................................................................................................
ติดตามสอบถามกิจกรรมอบรม ,สัมมนา
,งานที่ปรึกษา,Survey ได้ที่
บริษัท ออเรียนทอล ฟีนิกซ์ คอนซัลแตนท์ จำกัด
(Oriental Phoenix Consultant Co.,Ltd.)
www.ophconsultant.com
www.facebook.com/ophconsultant
LINE :
ophconsultant
Customer
Care Tel. 081-5875686 , 098-2900043