แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัมมนา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัมมนา แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ป้องกันปัญหาจัดทำ KPIs ไม่บรรลุผล


          “ ถ้ามีความเข้าใจ KPIs ทุ่มเทในการวางแผน ดำเนินการจัดทำอย่างจริงจังทุกภาคส่วน สัมฤทธิ์ผลได้ไม่ยาก ไม่มีข้อกังขา ไม่มีข้อโต้แย้งให้คนจัดทำต้องท้อถอย ” 
          หากมองภาพรวมประโยชน์ในการจัดทำ KPIs(Key Performance Indicator) นั้น มีประโยชน์ทั้งองค์กร หากดำเนินกิจกรรม(Activity)ในการทำงานบรรลุผลสำเร็จ นั่นหมายถึงตัวชี้วัดผลงาน(KPIs)บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย(Goals) ส่งผลดีต่อความสำเร็จในพันธกิจ(Mission)ที่ตั้งไว้ เป็นไปตาม วิสัยทัศน์ (Vision) ขององค์กร ส่งผลดีต่อการวางกลยุทธ์ในปัจจุบันและอนาคตองค์กร 

          ประโยชน์โดยรวมที่ควรจัดทำ KPIs ในทุกองค์กร คือ 

          1. เป็นเครื่องมือในการวัดประสิทธิภาพของการทำกิจกรรมหลักในงาน ตามหน้าที่ในงานจริง 
          2. เป็นเกณฑ์ประเมินผลงาน ผลิตภาพงาน (Productivity) ของพนักงานทุกระดับ 
          3. เป็นแนวทางกำหนดขอบเขตการปฏิบัติงาน วิธีการดำเนินงาน ตามมาตรฐานงาน 
          4. เป็นเครื่องมือในการพัฒนาบุคลากรทุกภาคส่วน ในการพัฒนาไปสู่การทำงานที่มีศักยภาพสูงขึ้น 
          5. เป็นเครื่องมือพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทุกภาคธุรกิจ 
          6. เป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจ (Motivation)พนักงานในการทำงาน ทุ่มเทให้ได้ผลงานสูงสุดตามเป้าหมาย 
          7. เป็นเครื่องมือในการจูงใจบุคลากรที่มีศักยภาพสูง (High Potential People) เข้ามาทำงานในองค์กร 

          ในการจัดทำ KPIs นั้น ต้องวางแผน ดำเนินงานอย่างเป็นขั้นตอน มีการประชุมฝ่ายบริหารเพื่อกำหนดนโยบายร่วมกัน ในช่วงแรกของการจัดทำ ผู้จัดทำที่ดีต้องวางกรอบการจัดทำให้ชัดเจน มีการอบรมเพื่อทำความเข้าใจทุกภาคส่วน โดยเริ่มตั้งแต่อบรมในระดับบริหาร ผู้จัดการ หัวหน้างาน ต่อมาจึงอบรมทำความเข้าใจในระดับปฏิบัติการ พนักงาน ให้มีความเข้าใจในการจัดทำขององค์กรร่วมกัน 
           หากอาศัยกระบอกเสียงจากหัวหน้างานส่งต่อข้อมูลเพียงฝ่ายเดียว ไม่เพียงพอที่จะทำให้ทุกคนทราบถึงเป้าหมายที่แท้จริงของฝ่ายบริหาร อีกทั้ง ข้อมูลมีโอกาสคลาดเคลื่อนสูง เกิดกำแพงกั้นความคิด พนักงานรู้สึกเพิ่มภาระงาน ยุ่งยาก ซับซ้อน เกิดความท้อถอยเบื่อหน่าย ตามมา 

          วิธีป้องกันปัญหาที่ดี นั้น เป็นไปตามขั้นตอนที่อธิบายตามแผนภาพ ด้านล่าง 


           ผู้รับผิดชอบ วางแผนจัดทำดี หากไม่ชำนาญอาจหาตัวช่วที่เหมาะสม ตามงบประมาณองค์กร คือ ที่ปรึกษา (Consultant) เข้ามาช่วยวางระบบ (System Planning) ติดตาม (Monitoring) ประเมินผล (Evaluation) เป็นระยะ เมื่อถึงระยะการประเมินจริงภาคครึ่งปีถึงปลายปี ควรทำการประชุมถึงผลลัพธ์การประเมิน เพื่อหาทิศทางพัฒนาปรับปรุง ตั้งเป้าหมายให้ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด 
           ทุกๆปี มีการปรับเกณฑ์ ตัวชี้วัดให้เหมาะสม หากตัวชี้วัดใดบรรลุผล อาจปรับแนวทางการตั้งตัวชี้วัดแนวลบ ไม่ให้เกิดความผิดพลาด สูญเสีย เป็นต้น 
           ลองนำเทคนิค การป้องกันปัญหาการจัดทำ KPIs ไม่บรรลุผล ระยะแรก ไปใช้ดูนะคะ!! เชื่อแน่ว่า ความสำเร็จในแต่ละองค์กรเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน จะเร็วหรือช้านั้น ต้องอาศัยระยะเวลา ความชำนาญ การวิเคราะห์ที่เที่ยงตรง รวมถึงการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง จริงใจ 
          “ การจัดทำ KPIs เปรียบเสมือน การปลูกต้นไม้ให้เติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ หาเมล็ดพันธุ์อย่างดีที่ต้องการ มีผู้ดูแล ใส่ปุ๋ยสม่ำเสมอ มีแสงสว่างให้ต้นไม้ได้ผลิดอก ออกผลและหมั่นรดน้ำพรวนดิน แน่นอน เมื่อเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ ย่อมมีกิ่ง ก้านใบ แข็งแรง ให้ร่มเงาเป็นไม้ยืนต้น ที่ยั่งยืน ”
.........................................   
Cr.Picture 

https://www.assetivity.com.au 


วันจันทร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2560

ใครเอาเนยแข็งของฉันไป(Who Moved My Cheese ?)


          ในยุคของการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าคุณคือGen ไหน ต้องพร้อมรับมือกับทุกปัญหาที่เกิด มนุษย์มีความคิดหลายด้าน มุมมองที่แยบยล อยู่ที่แต่ละคนจะดึงศักยภาพแต่ละด้านออกมาใช้ประโยชน์มากน้อยเพียงไร “ ใครเอาเนยแข็งของฉันไป ?” หนังสือเขียนเรื่องเชิงเปรียบเทียบตัวละครสี่ตัว การปรับตัวยอมรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ของแต่ละบุคคล


          หนังสือเล่มนี้ ขายดีทั่วโลก 1 ใน 100 เล่ม หนังสือที่น่าอ่าน ปัจจุบัน ตีพิมพ์เผยแพร่ไปแล้วกว่า 40 ภาษา จำได้ว่าเคยอ่านหนังสือต้นฉบับเล่มนี้ นานหลายปีแล้ว หนังสือเล่มบางๆ กระดาษสีขาวนวล พกพาติดกระเป๋าง่าย หยิบจับขึ้นมาอ่านกี่ครั้ง ได้อารมณ์การเดินตามหาเนยแข็ง หอมกรุ่น ในเขาวงกตแต่ละวงเสมือนตัวละครทุกครั้งไป 
          รู้สึกประทับใจและชอบแนวคิดในการเขียน นิยามเรื่องเนยแข็งนี้ ใช้ได้กับการทำงานทุกยุค ทุกสมัย ทุกวัย ใช้ปรับเปลี่ยนคนในองค์กร ปรับเปลี่ยนความคิด การกระทำ พร้อมเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงทุกสถานการณ์ 

          นายแพทย์ สเปนเซอร์ จอห์นสัน (Spencer Johnson )ได้เขียนถึงปัญหาความซับซ้อนในสมองมนุษย์ ที่หาทางออกได้โดยง่าย มีวิธีการที่ใครๆก็เข้าถึงได้ แต่เราทุกคนมักลืมมันไป 
ตัวละครในเรื่อง มี 4 ตัว คือ หนูชื่อ สนิฟฟ์และสเคอร์รี่ มีการปรับตัวเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว , มนุษย์ตัวจิ๋ว ชื่อ เฮม ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องใดๆก็ตาม และฮอว์ มีการปรับตัวได้ทันเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่คับขัน 
          แต่ละตัวนั้น ถูกสร้างเปรียบเทียบอุปนิสัยที่แตกต่างกัน ภายใต้แรงกดดันจากสิ่งเร้าภายนอก สังคมที่มากด้วยความท้าทายในเขาวงกต ถ้าเปรียบคนทำงานในองค์กร ทุกคนต่างแสวงหาความสำเร็จขั้นสูงสุดในชีวิตตนเอง เมื่อพบอุปสรรคหรือพบความผิดพลาด ไม่สมหวัง การเปลี่ยนแปลงที่ได้มาด้วยความไม่ชอบธรรม สูญเสียตำแหน่งงานที่เคยทำ มีการโอนย้ายตำแหน่ง เปลี่ยนผู้นำ บางคนทำใจยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้ ตัดสินใจหลีกหนีปัญหาและเปลี่ยนเป้าหมายที่มี บางคนทำงานกับความเคยชินไปวันๆ โดยหลงลืมการพยายาม การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 
          “ ใครเอาเนยแข็งของฉันไป ?” พูดถึง ตัวละคร 4 ตัว ที่มีการปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทุกๆวัน หนูและมนุษย์ตัวจิ๋ว จะใส่รองเท้าคู่ใจ วิ่งออกไปหาเนยแข็งในเขาวงกต พวกเขาออกเดินทางทุกเช้าอย่างนั้นทุกวัน ทำจนเคยชินออกไปทุกวัน แต่แล้ววันหนึ่ง พบว่าเนยแข็งที่เคยกินอย่างเอร็ดอร่อย ได้หายไป ? ใครเอาไป ? 
          สนิฟฟ์และสเคอร์รี่ ด้วยสัญชาตญาณการปรับตัวแบบสัตว์ตัวเล็ก ไม่คิดอะไรมาก สมองไม่มีความซับซ้อนเหมือนมนุษย์ สัตว์ตัวจิ๋วตามหาแหล่งอาหารเรื่อยไป เพื่อให้ได้มาซึ่งอาหารประทังชีวิต และทำอยู่อย่างนั้นแบบไม่ย่นย่อ 
         เฮมและฮอว์ คือ มนุษย์ตัวเล็ก มีความยึดมั่น ถือมั่น กลวิธีคิดสลับซับซ้อน มีความเคยชินกับสังคม ถิ่นที่อยู่ ปรับตัวได้ช้า และมีทัศนคติเป็นกำแพงกั้นความสำเร็จ โดยเฉพาะเฮมที่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเขา 
          สำหรับ ใครก็ตามที่กำลังตามหาความสำเร็จที่หายไป ผิดหวังกับความจริงที่อยู่ตรงหน้า แนะนำให้อ่านเรื่องนี้ อาจได้ไอเดียแปลกใหม่ มีแรงขับสู้ใหม่ ในวันพรุ่งนี้ 
          สำหรับฉบับแปล ภาคภาษาไทย หากผู้อ่านสนใจลองไปหาอ่านฉบับเต็มตามแผงหนังสือ ที่ใช้ภาษาแปลได้อย่างเข้าถึงต้นฉบับ ของ คุณ ประภากร บรรพบุตร ใช้ภาษาได้ดี ทีเดียวค่ะ 

Cr Picture 
https://willsrandomweirdness.wordpress.com 
http://www.goodreads.com/author/show/3340.Spencer_Johnson  

 Who Moved My Cheese  ใครเอาเนยแข็งของฉันไป  บทความ  หลักสูตร  สัมมนา  องค์กร  ปรับตัว  เปลี่ยนแปลง 

 แนวคิด  ซับซ้อน  หนังสือ GEN  ทัศนคติ  กำแพง  เขาวงกต  

อบรม OD ต่างกับอบรมหลักสูตรทั่วไปอย่างไร ?

           หลายท่านน่าจะคุ้นเคยกับคำว่า “ OD ” เป็นอย่างดี ช่วงต้นปีและปลายปี หลายองค์กรนิยมจัดอบรม ในรูปแบบกิจกรรม OD : Organization Development ทั้งภายในองค์กรและนอกสถานที่ ซึ่งก็ทำให้เกิดคำถามสำหรับผู้บริหาร ผู้อนุมัติงบประมาณตามมาว่า “แล้วกิจกรรมที่จัดขึ้นนี้ จะมีประโยชน์หรือไม่ ? ด้วยค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง (บางกรณี สูงลิบลิ่วหลายล้านทีเดียว) ” หลังกลับมาทำงานแล้ว การหล่อหลวมเป็นหนึ่งเดียว ความสามัคคีในหมู่คณะ นโยบายที่ผู้บริหารส่งมอบไปจะงอกงามหรืองงงวยไปเช่นเดิมกันเล่า ? 


         “ อบรม OD กันทำไมปลายปีต้นปี ?” 
          “ อบรมแบบ OD ต่างจากอบรมภายใน(In-House Training )หลักสูตรทั่วไปอย่างไร ?” 
          “ อบรม OD คืออบรมเพื่อความสนุกสนาน นอกสถานที่ ใช่หรือไม่ ? ” 
          “อบรม OD ต้องเลือกผู้จัดงานภายใน ภายนอกแบบไหนจึงเหมาะสม ?” 

           การจัดกิจกรรมอบรมนอกสถานที่ มิใช่ การพาพนักงานไปเที่ยว สำเริงสำราญ ดื่มด่ำธรรมชาติ ชมไพร ล่องน่านน้ำ นั่นคือ ประเด็นรองที่นักพัฒนาบุคลากรไม่คำนึงถึงมากนัก ประเด็นหลัก คือ นำนโยบายของ CEO มาทำให้เป็นรูปเป็นร่าง ทุกคนในองค์กรต้องรู้ แบบโคลนนิ่ง !! 
           หากแต่การจัดกิจกรรมนอกสถานที่จัดขึ้น ทุกต้นปี เพื่อสอดรับนโยบายขององค์กร กระชับความสัมพันธ์กับฝ่ายบริหาร เรียนรู้การอยู่ร่วมกันระหว่างเพื่อนร่วมงาน ปลุกพลังความตั้งใจในตัว กิจกรรม OD ต่างประเทศ เช่นในแถบยุโรป จึงเน้นแบบลุยๆ (Avenger) คำนึงถึงจุดหมายเดียวกัน คือ กลับมาทำงานงานแล้ว ทุกคนมีเป้าหมายการทำงานเดียวกัน มุ่งมั่น ตั้งใจ ต่างจากบางองค์กรในบ้านเรา ที่กิจกรรม OD เป็นการท่องเที่ยวหรูหรา กินดื่ม เอามันส์มากกว่าสัมมนา บางที่เน้นเล่นเกม ปีนป่าย มีวิทยากรให้ความรู้เป็นเรื่องๆ ตามที่ผู้จัดจ้างกำหนดขึ้น หลังจบจากงาน OD ทุกคนต่างคนต่างทำงาน …. 
           ดังนั้น เป็นข้อคิดที่ดี สำหรับองค์กรที่คิดจัดกิจกรรม OD ต้องตอบคำถามตนเองให้ได้ว่า 
WHO? WHAT? WHERE? HOW? ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร 
          WHO? …จะเลือกหน่วยงานภายในหรือภายนอกจัดกิจกรรม ? 
          WHAT?...แล้วจะจัดหัวข้อหรือรูปแบบเกี่ยวกับอะไรดีแต่ละปี ? 
          WHERE?...จัดสถานที่ภายในหรือภายนอก ดีนะ ? 
          HOW? ..จัดไปแล้วได้ประโยชน์ภายหลังอย่างไร ? ซึ่งตัวหลังนี้ สำคัญสุด 

          คิดง่ายๆ การจัดกิจกรรม OD นั้นเสมือนการเลือกเชฟทำอาหารสักเมนู เพื่อเสริฟลูกค้า ทำอย่างไรให้อาหารมีรสชาติอร่อย ไม่ซ้ำซากจำเจ กลิ่นหอม ถูกปาก อาหารหน้าตาดี มีคุณประโยชน์ครบถ้วน ราคาไม่แพงเกิน และลูกค้ากลับมาทานซ้ำไม่ลืม .. การจัดกิจกรรมจึงควรเลือกให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายผู้เข้าร่วม เป้าหมายองค์กร ถูกปากและถูกใจ ผู้เข้าร่วมกิจกรรม 

กิจกรรม OD แบ่งได้หลายประเภท
   
          1) กิจกรรม OD จัดสัมมนาเพื่อพักผ่อน ท่องเที่ยว : การสัมมนานอกองค์กรเป็นเสมือนการฉลองการทำงานทั้งปี เป็นทริปที่แต่ละบริษัทจัดขึ้นไม่เน้นวิชาการ ต้องการพาพนักงานพักผ่อนนอกสถานที่ เสมือนของขวัญพิเศษมอบให้พนักงาน ได้ร่วมทำกิจกรรมสนุกสนาน มีกิจกรรมความบันเทิงภาคกลางคืนร่วมกัน สร้างความรู้จักคุ้นเคยกันมากขึ้น ข้อเสียของการจัดแบบนี้ คือ ค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก บางครั้งบานปลายก็ว่าได้ หลังกลับมาได้ความบันเทิงมากกว่าความรู้ 
          2) กิจกรรม OD จัดอบรมทักษะพัฒนาภายในประจำปี : การอบรมแบบนี้นิยมอบรมภายในองค์กร เน้นการพัฒนาทักษะพนักงานด้านวิชาการ เน้นนำนโยบายขององค์กรขับเคลื่อนไปสู่ภาคปฏิบัติจริง อาจมีกิจกรรมรูปแบบ Workshop สลับไปตามความเหมาะสม ผู้บริหารเข้ามามีส่วนร่วมทำกิจกรรมหรือเปิดงานแถลงนโยบาย ข้อดีของการจัดแบบนี้ คือ ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณ พนักงานไม่เสียเวลางานหรือหยุดงาน แต่หากจัดรูปแบบซ้ำๆ ที่เดิม บ่อยๆทุกปี มีส่วนทำให้พนักงานอาจเกิดความเบื่อหน่าย หรือขาดแรงจูงใจทำงาน 
          3) กิจกรรม OD อบรมนอกสถานที่กึ่งสัมมนาวิชาการ: การอบรมในแบบนี้ บางครั้งเรียก โครงการพัฒนาบุคลากร ปัจจุบันเป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะเป็นการจัดอบรมที่คุ้มค่ากับตัวเงินที่องค์กรเสียไป นั้นคือได้ประโยชน์ 2 แบบ คือ ทั้งวิชาการและสามัคคี พนักงานรู้ ตระหนักนโยบายร่วมกันและฝ่ายบริหารได้เข้าถึงพนักงาน 
          มีการจัดกิจกรรมนอกสถานที่ บรรยากาศที่แตกต่างเน้นธรรมชาติ แต่กิจกรรมที่จัดทั้งหมด 100 % เป็นการสัมมนาที่จัดเพื่อสนองนโยบายประจำปีขององค์กรมากกว่าไปสนุกสนาน ทุกกิจกรรมมีความเชื่อมโยงสอดคล้องกับทุกเป้าหมายในองค์กร เน้นความสามัคคี การทำงานให้บรรลุเป้าหมายองค์กร 
          การจัดกิจกรรมแนวนี้ ผู้บริหารหลักขององค์กรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจกับแผนกพัฒนาบุคลากรแทบทั้งหมด เช่น เลือกผู้เข้ามาจัดงาน ( Outsource) , เลือกหัวข้อในการอบรม ,เลือกกลุ่มผู้เข้าอบรม , เลือกสถานที่จัดงาน,ธีมงานและท้ายสุด คือผู้ บริหารหลักเข้าไปมีส่วนร่วมกิจกรรมหรือสังเกตการณ์ ซึ่งผู้เขียนพบว่า หลายองค์กรที่ทำแนวนี้มีความยั่งยืนในการพัฒนาบุคลากร 
          เหล่านี้ คือตัวอย่างการจัดกิจกรรม สำหรับคำแนะนำผู้เขียนคือ การจัดกิจกรรม OD นั้นจัดขึ้นต้นปี หรือปลายปี ได้ตามความเหมาะสม สาระสำคัญคือเป็นการขานรับทราบนโยบายองค์กรร่วมกัน เพื่อการทำงานให้บรรลุเป้าหมายสูงสุด ผู้จัดงานอาจเป็นกลุ่มบุคลากรภายในหรือกลุ่มผู้จัดงานภายนอก (Outsource) ได้แล้วแต่สะดวก สิ่งที่ผู้บริหารต้องคำนึงถึง คือ จะทำอย่างไร ให้นโยบาย วิสัยทัศน์ ค่านิยมหลักขององค์กรเกิดการนำไปใช้จริงในการทำงาน เสมือนลมหายใจการทำงานของพนักงาน หลังจากจบการอบรมกิจกรรม OD ต้องมีการประเมินผลความคุ้มค่าในการจัดกิจกรรม ( ROI )หรือ การประเมินผลการนำความรู้จากกิจกรรมไปใช้จริงในงานทุกวัน อย่าจบงานแล้วตัวใคร ตัวมัน มิฉะนั้น เสียงบประมาณเปล่า 
           ดังนั้น การจัดกิจกรรม OD นั้นเป็นเรื่องที่ดีมาก ควรมีการจัดทุกปี ผู้บริหารควรเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดงานหรือร่วมงาน ยิ่งทำให้พนักงานเกิดความศรัทธา เชื่อมั่น เคารพรักมากกว่ากลัวไม่กล้าเข้าใกล้ 


        ซึ่งเท่าที่ผ่านมา ผู้เขียนพบว่า องค์กรใดก็ตามที่จัดกิจกรรมสัมมนาแนว OD ใส่ใจกับรายละเอียดกิจกรรม OD มากกว่าเอาฮาเป็นที่ตั้ง ผู้บริหารเน้นธีมงานแบบ P D C A 
ส่วนมากกิจกรรมที่จัดขึ้นนั้น ประสบความสำเร็จ พนักงานมีความสามัคคีขึ้น ใส่ใจเห็นใจกัน หัวหน้างานมีความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานให้บรรลุผล พนักงานทุกคนมีความกระตือรือร้น พนักงานรักและศรัทธาฝ่ายบริหาร แต่สำคัญเหนืออื่นใดแบบได้ของแถม คือ ลดการ Turn Over อย่างไม่น่าเชื่อ 
          ฝ่ายพัฒนาบุคลากรมาทำงานด้านนี้ จึงถือว่ามีความสำคัญยิ่ง เสมือนเลือกแม่ทัพออกรบ หัวนำไม่ถูกทาง หางมีโอกาสแกว่งไกวได้สูง 
         ท่านผู้อ่านที่กำลังคิดจัดอบรมแบบ OD คิดแล้วอย่าพับเก็บไว้บนโต๊ะนะคะ วิเคราะห์ผลลัพธ์ที่ได้ให้คุ้มตัวเงิน ตัวบุคลากร แล้วลงมือลุยโครงการนี้เลยอย่ารอช้า ก้าวบวกลุย เท่ากับรุ่ง สมการนี้ใช้ได้ผลสำหรับนักพัฒนาบุคลากรที่มุ่งมั่น!! 

วันพุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2559

ดื่มน้ำมะพร้าวทุกวันเป็นแบบนี้ ?

น้ำมะพร้าวช่วยให้เราหน้าอ่อนกว่าวัย ผิวมีออร่า รู้ยัง ?
น้ำมะพร้าว
      แต่ประโยชน์ที่นอกเหนือไปกว่านั้น อัดแน่นด้วยคุณสมบัติเลอค่าไม่น้อยไปกว่าผลไม้อื่นใดในโลก  หลังจากอ่านบทความนี้จบ เชื่อแน่ว่าหลายท่านต้องหันมาให้ความสนใจ หา “น้ำมะพร้าว” มาลิ้มลอง อย่างแน่นอน
     ก่อนอื่น มาเรียนรู้กันก่อนว่ามะพร้าวมีที่มาที่ไปอย่างไร ในประเทศไทย  ถึงได้เป็นสินค้าส่งออกที่ได้รับความนิยมสูงในต่างประเทศ เนื่องจากมะพร้าวน้ำหอมจากบ้านเรา หอมหวาน ชื่นใจ เนื้อมะพร้าวขาว อ่อน น่ารับประทานที่สุด ราคาขายในประเทศไทยตกอยู่ลูกละ 10-40 บาท ขึ้นอยู่กับแพคเกจ ที่ผู้ขายนำเสนอ
มะพร้าว
      แต่หากส่งไปขายต่างแดน ราคาอยู่ที่ ลูกละ 100-300 บาท  บางประเทศแพงกว่านั้น เพราะงั้นซื้อมะพร้าวบ้านเรา  สด อร่อย ที่สำคัญถูกกว่าเยอะเลย
     มะพร้าว มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cocos nucifera L. อยู่ในตระ***ล ปาล์ม 
     เนื้อมะพร้าว  1 ลูกให้คุณค่าพลังงาน 354 Kcal ส่วนน้ำมะพร้าว ให้พลังงาน 13 Kcal โดยประมาณ
     มะพร้าวมีหลายสายพันธุ์  อาทิ เช่น มะพร้าวกะทิ นิยมนำมาทำขนมไทย เพราะมีเนื้อหนานุ่มเต็มลูก มะพร้าวไฟ มะพร้าวพวงร้อย มะพร้าวซอ มะพร้าวพวงทอง มะพร้าวสีสุก แต่ที่นิยมนำน้ำและเนื้อมาดื่ม รับประทานดับกระหาย คือ มะพร้าวน้ำหอม นั่นเอง
     พื้นที่ปลูกมะพร้าวในประเทศไทย คือ ภาคใต้ ภาคกลางและภาคตะวันออก  ดินที่เหมาะสมควรมีลักษณะเป็นดินใกล้ฝั่งแม่น้ำ ตามเกาะต่างๆ ชายทะเล ดินบนคันนา ดินเลนที่เป็นสันดอน  เนื้อและน้ำมะพร้าวจึงให้ผลออกมาดี โดยเฉพาะมะพร้าวน้ำหอม ที่มีลักษณะความหอม หวานเฉพาะตัว ที่ไม่มีใครเหมือน
     มะพร้าวนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง ไม่เพียงแค่ผลเท่านั้น อาทิเช่น
มะพร้าว
• เนื้อมะพร้าวแก่ ใช้ขูดเพื่อคั้นทำน้ำกะทิ ประกอบอาหารประเภทแกงคั่ว แกงเขียวหวานหรือทำขนม
• เนื้อมะพร้าวอ่อนถึงกลาง  อบแห้งเป็นส่วนประกอบอาหารคาว หวาน
• กากมะพร้าวที่เหลือ ตากแห้งเป็นอาหารสัตว์  ปุ๋ยใส่ต้นไม้
• จาวมะพร้าว นำมารับประทานได้ 1 ลูกมี 1 จาว มีฮอร์โมนออกซินปริมาณมาก รสชาติอร่อย
• กะลามะพร้าว นำไปประดิษฐ์เป็นอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน โคมไฟ อุปกรณ์ออกกำลังกาย เครื่องดนตรี ภาชนะใส่อาหาร
• น้ำมันมะพร้าว ได้จากการนำกากมะพร้าวไปต้มและบีบ ใช้เป็นน้ำมันปรุงอาหาร ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมและดูแลผิวพรรณ ผลิตไบโอดีเซล
• ใยมะพร้าว  นำไปอัดทำที่นอนใยมะพร้าว  เบาะนั่ง
• ก้านและใบ  ทำไม้กวาด
• ยอดอ่อนมะพร้าว นำไปประกอบอาหาร เช่น แกงยอดมะพร้าว ยำยอดมะพร้าว เมื่อเก็บยอดอ่อนแล้วต้นมะพร้าวนั้นจะตาย ดังนั้นยอดอ่อนมะพร้าวจึงมีราคาแพง และหายาก
• จั่นมะพร้าว หรือช่อดอกมะพร้าว ให้น้ำตาล เรียก “น้ำตาลมะพร้าว”
     น้ำมะพร้าวที่เลือกนำมาดื่มควรมีอายุประมาณไม่เกิน 1 เดือน ภายในผลมีน้ำบรรจุอยู่ 90 % (ประมาณ 400 -500 มิลลิลิตร) และเมื่อเปิดมารับประทานแล้ว ควรทานให้หมด หรือแช่ตู่เย็น หากข้ามวันน้ำมะพร้าวจะเปลี่ยนเป็นรสชาติเปรี้ยวมาก ซึ่งรสชาติเปรี้ยวนี่เอง ที่เป็นคุณสมบัติพิเศษ คนไทยพื้นบ้านนำน้ำมะพร้าวใส่หมักดองผัก เพื่อเก็บไว้รับประทาน เช่น ดองถั่วงอก ดองผักกุ่ม ดองผักเสี้ยนบ้าน ดองผักกาด  ดองหัวไชเท้า และนำมารับประทานเป็นเครื่องเคียงคู่กับน้ำพริก หรือขนมจีน ขอบอกว่ารสชาติดีอย่าบอกใครเชียว สำหรับเมนูนี้ ชมรมคนรักผักดองพลาดไม่ได้
      การเลือกดื่มน้ำมะพร้าวนั้น หลายคนเห็นผลิตภัณฑ์ตามท้องตลาด ที่มีส่วนผสมน้ำมะพร้าว ผลิตออกมาจำนวนมาก เช่นนมปรุงแต่งผสมน้ำมะพร้าว วุ้นมะพร้าว ขนมปังรสมะพร้าว โยเกิร์ตมะพร้าว เครื่องดื่มผสมน้ำมะพร้าว น้ำผลไม้ผสมน้ำมะพร้าว ดังนั้น ขึ้นอยู่ที่ผู้บริโภคเลือกซื้อตามความชื่นชอบและเหมาะสม ข้อแนะนำ ควรอ่านฉลากแนะนำส่วนผสมข้างสินค้า เลือกบรรจุภัณฑ์ที่สะอาดหรือเลือกซื้อเป็นลูก น้ำมะพร้าวที่บรรจุถุงหรือขวด อาจมีเติมน้ำตาลมากเกินความต้องการร่างกาย หากไม่แน่ใจในความสะอาด ไม่ควรเสี่ยงซื้อ โดยเฉพาะสารฟอกขาวที่ฉีดเข้าไปในมะพร้าว พบมากในมะพร้าวเผา
       ประโยชน์สารพัดที่คุณควรเลือกดื่มน้ำมะพร้าว
มะพร้าว
     • น้ำมะพร้าวช่วยแก้อ่อนเพลีย  เพราะในน้ำมะพร้าวมีโพแทสเซียม ช่วยในการสูญเสียเกลือแร่ ทำให้สดชื่น
     • มะพร้าวช่วยรักษาสิว โดยในเนื้อมะพร้าวมีทั้งเอสโตรเจนและโปรเจสติน ออกฤทธิ์ต้านฮอร์โมนแอนโดรเจน ทำให้สิวน้อยลง ผิวพรรณดูเรียบเนียนขึ้น น้ำมะพร้าวช่วยลดปวดประจำเดือน  คุณผู้หญิงลองดื่มน้ำมะพร้าวสัก 7 วัน จะพบว่า อาการปวดประจำเดือนและปวดศีรษะลดลง ยกเว้นช่วงมีประจำเดือน ไม่ควรดื่มน้ำมะพร้าว เพราะจะทำให้ประจำเดือนมานานมากขึ้นและอาจมีไข้ได้
     • น้ำมะพร้าวทำให้ผิวพรรณ เปล่งปลั่ง สดใส เต่งตึง สวยงาม ในน้ำมะพร้าวมีเอสดตรเจน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น ชะลอวัย
     • น้ำมะพร้าวช่วยสมานแผล เพราะน้ำมะพร้าวช่วยในการกระตุ้นการเจริญเติบโตและแบ่งเซลล์ได้ดี รอยแผลเป็นกลับมาดีขึ้น
     • น้ำมะพร้าวช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม เพราะน้ำมะพร้าวช่วยรักษาสมดุลเอสโตรเจนในร่างกายเพศหญิง ให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านมได้น้อยกว่า
     • น้ำมะพร้าวมีแร่ธาตุ โปรตีน น้ำตาล แคลเซียม โปรแตสเซียม ฟอสฟอรัส และไขมัน ผู้ป่วยโรคเบาหวานและไตไม่ควรดื่มมาก
     • น้ำมะพร้าวช่วยให้ผมสลวย เงางามและยาวเร็วลดปัญหาผมร่วง ศีรษะล้าน
     • น้ำมะพร้าวช่วยชะลอความชราและผิวพรรณผ่องใส
     • น้ำมะพร้าวช่วยปรับสมดุลภายในร่างกาย สมดุลฮอร์โมน
     • น้ำมะพร้าวช่วยป้องกันโรคหัวใจได้
     • น้ำมะพร้าวมีความบริสุทธิ์ธาตุเย็น ช่วยดูดซับสารพิษและขับของเสียในร่างกาย
     • น้ำมะพร้าวหากดื่มแล้วช่วยทดแทนเกลือแร่ที่สูญเสียจากการออกกำลังกาย ท้องเสียได้
     • น้ำมะพร้าวมีประโยชนืต่อคุณแม่ตั้งครรภ์ เนื่องจากมีกรดไขมันอิ่มตัวและไม่อิ่มตัว  ขณะตั้งครรภ์หากดื่มน้ำมะพร้าวเป็นประจำ ช่วยทำให้ไขตัวเด็กในครรภ์สร้างสีค่อนข้างขาว ออกมาตัวสะอาดหรือไขน้อยลง
     • น้ำมะพร้าวอ่อนมีไฟโตเอสโตรเจน(ในรูปของEstradiol) ต่อต้านสภาวะเครียดในหญิงวัยหมดประจำเดือน ที่มีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง
     • ดื่มน้ำมะพร้าวทุกวันช่วยชะลออาการอัลไซเมอร์ในเพศหญิง (จากรายงานวิจัย ดร.นิซาอูดะห์ ระเด่นอาหมัด มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์)
สำหรับความเชื่อเรื่องน้ำมะพร้าวในประเทศไทย มีกล่าวไว้ตามตำราพรหมชาติฉบับหลวง ว่า
     • เพื่อความเป็นสิริมงคลของบ้าน ควรปลูกต้นมะพร้าวทางทิศตะวันออก
     • คนเกิดปีชวด ปีเถาะ ควรปลูกหรือมอบมะพร้าวให้เพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นมิ่งขวัญ
     • ทางศาสนาพราหมณ์ จัดให้มีมะพร้าวอ่อนเป็นเครื่องสังเวยทุกครั้ง เพราะเชื่อว่าเป็นตัวแทนความอุดมสมบูรณ์ ความบริสุทธิ์
     หลากหลายคุณประโยชน์จากมะพร้าว ผลไม้สัญชาติไทย รสชาติดี ที่ใครหลายคนเลือกดื่มเฉพาะดับกระหายคลายร้อน แท้จริงแล้วบรรจุคุณประโยชน์ ไว้มากมายเกินคุ้ม แต่ที่สำคัญเหนืออื่นใด คือ ควรรับประทานแต่พอดี วันละ 1 ลูก ไม่มากไม่น้อยไป  
      ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาวะร่างกาย  โรคประจำตัว  การออกกำลังกายและรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ให้ครบถ้วนตามความต้องการของร่างกาย  แค่นี้คุณผู้อ่านทุกท่านก็มีสุขภาพดี ผิวพรรณดี ชีวิตสดชื่น แบบพี่ฟินิกซ์แล้วล่ะ
     สัปดาห์หน้า พี่ฟินิกซ์จะนำความรู้อะไรใหม่ๆมาให้อ่าน ติดตามได้ที่นี่นะฮับ  !!!
ขอบคุณข้อมูลดีดี
•  Research Information and Data Center(RIDC)
•  โครงการวิจัยผลไฟโตเอสโตรเจนในน้ำมะพร้าวอ่อนต่อต้านสภาวะเครียดออกซิเดชั่นและการทำลายเนื้อเยื่อในหนูที่ตัดรังไข่ ผศ.ดร.จิตบรรจง  ตั้งปอง และคณะ)
•  Cr.picture จาก e-marketing กระทรวงการท่องเที่ยวการกีฬา
•  Cr.picture otoptoday.com

กลวิธีสะกดลูกน้องแบบกากินน้ำ (คนเป็นใหญ่ต้องอ่าน)

 กา
     หลายคนคงได้ยินประโยคที่ว่า “เหมือนสวมหมวกสองใบ”
     การรับหน้าที่บทบาทเป็นผู้นำนั้น มิใช่แค่บริหารงานเป็น อย่างเดียว ต้องบริหารตนเองให้อยู่เหนือความคาดหมายของผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย จึงจะได้ชื่อว่า หัวและหน้า ที่สมบูรณ์แบบ
     วันนี้ ผู้เขียนขอหยิบยก นิทานชาดก เรื่อง “กาดื่มน้ำทะเล” กล่าวถึงผู้นำที่สมควร
      ไม่น่าเชื่อหลักการบริหารงานในแบบนี้ มีตั้งแต่ครั้งพุทธกาลมาแล้ว
      พระพุทธเจ้ากล่าวถึงบทบาทผู้นำ ได้อย่างงดงาม  ความว่า
     ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระอุปนันทเถระ ผู้ไม่รู้จักพอแล้วเที่ยวสอนภิกษุอื่นให้รู้จักพอ จึงตรัสพระคาถาว่า
      บุคคลควรตั้งตนไว้ในคุณอันสมควรก่อน แล้วพึงสั่งสอนผู้อื่นในภายหลัง บัณฑิตจะไม่พึงเศร้าหมอง "       แล้วได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า
      กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นเทวดารักษาสมุทร สมัยนั้นมีกาน้ำตัวหนึ่งบินเที่ยวหากินอยู่ในมหาสมุทรนั้นมักร้องห้ามฝูงนกฝูงปลาว่า
    " ท่านทั้งหลาย  จงดื่มกินน้ำทะเลเพียงเล็กน้อยนะ  ช่วยกันประหยัดน้ำทะเลด้วย" เทวดาเห็นพฤติกรรมของมันแล้วจึงถามไปว่า
     " ใครนะ ช่างบินวนเวียนอยู่แถวนี้  เที่ยวร้องห้ามฝูงนกฝูงปลาอยู่  ท่านจะไปเดือดร้อนอะไรกับน้ำทะเลด้วยละ "  มันจึงตอบว่า
     " ข้าพเจ้าคือกาผู้ไม่รู้จักอิ่ม ปรารถนาจะดื่มน้ำทะเลผู้เดียว กลัวว่าน้ำทะเลจะหมดก่อน จึงต้องร้องห้ามอย่างนั้น "เทวดาได้ฟังเช่นนั้นจึงกล่าวเป็นคาถาว่า
 " ทะเลใหญ่นี้จะลดลงหรือเต็มอยู่ก็ตามที   ที่สุดของน้ำแห่งทะเลใหญ่นั้นที่บุคคลดื่มแล้ว ใคร ๆ ก็รู้ไม่ได้ทราบว่า สาครอันใคร ๆ ไม่อาจดื่มให้หมดสิ้นไปได้ " ว่าแล้วก็แปลงร่างเป็นรูปที่น่ากลัวขับไล่กาน้ำนั้นให้หนีไป   …….
     สำหรับหัวหน้างาน ผู้จัดการ ผู้บริหารงาน ต้องหมั่นทบทวนกระบวนการคิด การบริหารงาน หมั่นประเมินตนเองแบบ 360 องศา อยู่เสมอ ปฏิบัติตัวเช่นน้ำครึ่งแก้วอยู่ตลอดเวลา
     ปัจจุบันมีหลักสูตร พัฒนาศักยภาพมากมายหลายหลักสูตร เพื่อพัฒนาทักษะการบริหาร ทักษะการคิดทักษะการตัดสินใจ เพื่อบริหารทีมงานได้อย่างลงตัว มีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกันกับหลายหลักสูตรที่ใช้หลักธรรม คำสอน เข้ามาผสมผสาน ดึงจิตใต้สำนึกภายในตนเอง ออกมาแสดงศักยภาพ ให้เรามีอิสระทางความคิด อิสระทางการเงิน
     ไม่เว้นแม้แต่ให้เราค้นหาความผิดพลาดในอดีต นำกลับมาทบทวนแก้ไขใหม่
     บางหลักสูตร เมื่อถึงขั้นตอนหนึ่ง ผู้เข้าสัมมนา หัวหน้างาน ผู้จัดการ หลายคนร้องห่มร้องไห้ ฟูมฟาย( คล้ายอะไรสะกิดใจ อย่างแรง ) ใครเข้าหลักสูตรนี้แล้ว ชีวิตดี งานรุ่ง  
     สุดแล้วแต่ผู้อ่านทุกท่านสะดวกตามความเหมาะสม อะไรที่ทำแล้วสบายใจ ชีวิตเปลี่ยนได้จริง ก็น่าสนใจ แต่ควรใช้สติพิจารณา ไตร่ตรอง และตามงบประมาณในกระเป๋าที่มีอยู่
     หนึ่งในทักษะการบริหารทีม ที่สำคัญ มีอยู่ในตัวไม่ต้องไปซื้อหา ราคาหมื่นแสน คือ ทักษะการสร้างแรงจูงใจในการทำงาน
      ทำอย่างไร ? ให้ลูกทีมร่วมแรงร่วมใจพัฒนาผลงาน ทำงานได้ตามเป้าหมาย มีความกระตือรือร้น ใช้พระเดช พระคุณแต่พอดี ซึ่งทักษะนี้ มีอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน อยู่ที่ว่า คุณดึงสิ่งนี้มาใช้หรือเปล่า ?
     วันนี้ มาเรียนรู้หลักการ “กลวิธีสะกดลูกน้องให้อยู่หมัด” ในแบบไม่ต้องลงแรง ลงกายมาก  เป็นกลยุทธ์ที่สามารถนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ในการบริหารงานสถานการณ์ต่างๆ เรียกความศรัทธาจากลูกน้อง ได้อย่างมหาศาล
กลวิธีการบริหารลูกน้องในทีม
1. บริหารด้วยหลักหัวหน้าต้นแบบ:เป็นการบริหารเรียกความศรัทธา สร้างระบบงานที่ดี
     ผู้นำที่ดี ต้องทำตัวเป็นต้นแบบหรือแบบแผน(pattern)  ไม่ว่าเริ่มงาน เวลาทำงาน การแก้ปัญหา เมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด ลูกน้องสามารถนำมาเป็นแบบอย่างในการเริ่มทำงานหรือแก้ปัญหางานได้ นั่นคือสร้างให้  ลูกน้องเกิดความรู้สึกทึ่ง มองหัวหน้าคือไอดอลของเขา เกิดความเกรงใจ มีการบอกต่อจากรุ่นสู่รุ่นในทางที่ดี หาใช่ !! เดินไปกลุ่มไหน กลุ่มนั้น แตกกระเจิง
      ตัวอย่าง  บริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง    ทุกเช้า ผู้จัดการ A แผนกทรัพยากรบุคคล ทักทายเพื่อนร่วมงาน แต่งกายสุภาพใส่สูทอย่างภูมิฐาน  ก่อนเริ่มงาน 15 นาที มีการจัดเตรียมเอกสาร นัดหมายงาน   จัดโต๊ะแบบ 5 ส ไม่วางข้าวของเกินความจำเป็นเต็มโต๊ะให้ระรานตา เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่  รูปถ่ายครอบครัว 
      มีการตรวจเช็คข้อมูลตอบรับหน้าจอคอมทุกวัน ลำดับความสำคัญตามแผนงาน ประชุมส่วนงานระดมความคิดเห็นทุกเช้า(Briefing ) หากมีงานเร่งด่วนเข้ามา มีการบริหารจัดการก่อน-หลัง  รวมทั้งการบริหารอารมณ์ได้เป็นอย่างดี ใกล้เลิกงาน มีการตรวจเช็คงานประจำวัน เตรียมวางแผนงานในวันถัดไป
      ทุกเช้าเย็นของการทำงาน ลูกน้องทุกคนรู้หน้าที่ โดยอัตโนมัติ ทำงานเป็นระบบ มีปัญหาในงานปรึกษาหัวหน้า เพราะได้ตัวอย่างการบริหารงานจากหัวหน้า   เรียกการบริหารตนเองแบบนี้ว่า “คนต้นแบบ”
2. บริหารด้วยกฎของความเฉื่อยไอแซก:ใช้กรณีกระตุ้นการสร้างผลงาน กระตุ้นทีมงาน
     คนทำงานขยันมักขยันต่อเนื่อง คนเกียจคร้านมักเกียจคร้านอย่างต่อเนื่องเช่นกัน    โดย เซอร์ ไอแซก นิวตัน กล่าวถึงกฎของความเฉื่อย(Inertia) ว่า  “ วัตถุที่หยุดนิ่งจะพยายามหยุดนิ่งอยู่กับที่ตราบที่ไม่มีแรงภายนอกมากระทำ ส่วนวัตถุที่เคลื่อนที่จะเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงด้วยความเร็วคงที่ตราบที่ไม่มีแรงภายนอกมากระทำเช่นกัน
     ตัวอย่าง ที่เห็นชัดเจนในชีวิตประจำวันคือ เมื่อสัญญาณไฟเขียวเปลี่ยนเป็นไฟแดง คนขับรถจะเหยียบเบรคทันที เพื่อหยุดรถ ตัวคนขับ ซึ่งเคยเคลื่อนที่ด้วยความเร็วพร้อมกับรถ  จะถูกผลักมาข้างหน้าทันที  เช่นเดียวกัน มนุษย์ทุกคนมีความต้องการตามหลักมาสโลว์ ต้องการความเสมอต้น เสมอปลาย ต้องการอยู่ร่วมกันในสังคม อย่างสันติสุข
ดังนั้น ใช้กฎข้อนี้ในการบริหารลูกทีม มอบหมายงานตามขอบเขตความรับผิดชอบให้อย่างเท่าเทียม พร้อมกระตุ้นชมเชยสำหรับผู้ที่ทำงานดี เขาจะมีแรงใจทำงานได้อย่างต่อเนื่อง  ลูกทีมที่มีผลงานอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ เสนอแนะ แนะนำแนวทางหรือให้โอกาสแสดงความคิดเห็นปัญหาที่เขาเป็นอยู่ เขาจะมีแรงใจพัฒนางานต่อเนื่อง
3. บริหารแบบกำหนดเส้นตาย :กรณีโครงการ ชิ้นงาน ยอดสินค้าบริการ ที่มีระยะเวลาจำกัด
     การกำหนดเส้นตาย (Deadline) ช่วยให้ผู้กระทำลงมือปฏิบัติในทันที สนับสนุนให้เกิดแรงจูงใจในการทำงานอย่างระมัดระวัง วางแผนเพื่อให้ทันกำหนดเวลา  ดังนั้น กลวิธีนี้ใช้ได้ผลสำหรับงานทั่วไป งานเร่งด่วน หรือโครงการที่ต้องการผลสัมฤทธิ์ชัดเจน  การกำหนดเส้นตายนั้น ใช้ได้ทั้งคำสั่งทั้งสองแบบคือ ทางวาจา( Verbal )และลายลักษณ์อักษร (Non Verbal) ขึ้นอยู่กับสาระสำคัญของงาน หากต้องการหลักฐานคำสั่งชัดเจน เป็นทางการควรใช้การกำหนดเส้นตายตามแบบลายลักษณ์อักษร ปัจจุบัน มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการส่งต่อข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ฉับไว มากกว่าบันทึกลงแผ่นกระดาษ เช่น ส่งทางไลน์ ทางเมล ทางเฟสบุ๊ค เป็นต้น
     คุณลองสังเกตการโฆษณาสินค้า เดี๋ยวนี้ มีการแข่งขันกันสูงอย่างต่อเนื่อง   แถมผู้อุปโภคบริโภค สะดวกในการสั่งซื้อสินค้ามากขึ้น
       “เก็บเงินปลายทาง เมื่อได้รับสินค้า”
       “รับประกันความพึงพอใจ ไม่พึงพอใจสินค้ายินดีคืนเงิน”
      หนึ่งในกลยุทธ์ทางการตลาด ที่ผู้บริโภคมักติดกับดัก คือ ใช้หลักการแบบกำหนดเส้นตาย   จำกัดด้วยเวลา จำนวนผลิตภัณฑ์ ส่วนลด 
       “สินค้าหมด ”     “ชิ้นสุดท้าย”
       “พิเศษ หากคุณโทรมาภายใน 5 นาที   คุณจะได้รับ ซื้อ 1 แถมฟรีอีก 1”    
       “พิเศษเฉพาะ วันพุธ ซื้อ 1 แถม 1 ในเวลา 14.00-16.00”
4. บริหารแบบจำกัดทางเลือก:ใช้กรณีบริหารทีมจำนวนมาก จำกัดระยะเวลา  หรือทีมที่ขาดความเชื่อมั่นในการทำงาน
     กลวิธีนี้ สิ่งแรกที่หัวหน้าทีมงานต้องทำคือ จำกัดทางเลือกให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ควรเกิน 2-3 ทางเลือก หรือแทบไม่มีทางเลือกเลย ถูกจำกัดอิสระภาพในทางเลือก ต้องลงมือทำทันที
      มนุษย์เราหากมีทางเลือกมากขึ้น เวลามากขึ้น มักจะรอใกล้เวลาจึงลงมือทำหรือหมดเวลาไปกับการเลือก
     ดังนั้น เมื่อหัวหน้ามอบหมายงานให้ลูกทีม ควรมีการวางแผนถึงกระบวนการดำเนินงาน การส่งงานอย่างชัดเจน แน่นอน    ตัวอย่าง แผนก Marketing ของบริษัทผลิตยางรถยนต์ชื่อดัง  ผู้จัดการแผนกมอบหมายให้ลูกทีม 10 คน ลงสำรวจตลาดยางรถยนต์ในพื้นที่เขตภาคใต้  ให้สุ่มเก็บกลุ่มประชากรผู้ใช้รถยนต์ รถบรรทุกและจักรยานยนต์ จำนวน 1,100 คน ชาวไทย 1,000 คน ชาวต่างชาติ 100 คน ตามใบสำรวจที่หัวหน้าส่งเมลให้  ภายใน 5-7 วัน ต้องส่งรายงานผลทันทีทั้งตัวเปเปอร์และกราฟประมวลผล
     จะเห็นว่า จากตัวอย่างหัวหน้าจำกัดพื้นที่ลงสำรวจ  ,จำนวนประชากร,วันส่งงาน5-7วัน,ตัวงาน ทำให้ในทีมงานต้องมีการวางแผนงาน เตรียมการเดินทาง จัดแบ่งหน้าที่ เป็นอย่างดี เพื่อให้ส่งงานทันตามกำหนด
5. บริหารแบบหลักการประมวลผลคอมพิวเตอร์:ใช้กรณี งานที่ทำยาก เป้าหมายสูง รวมทั้งงานที่ไม่มีความสำคัญมากนักหรือกรณี ทีมงานขาดความเชื่อมั่น ท้อถอย
     กลวิธีนี้ คือ หลักการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ ทำให้งานดูง่าย และดูยาก ในเวลาเดียวกัน ผู้อ่านคงสงสัยว่า แล้วการบริหารแนวนี้ดีอย่างไร คำถามคืออะไรที่มีขั้นตอนยุ่งยาก การทำงานมาก ข้อมูลเยอะ ใช้เวลามาก คนส่วนใหญ่ชอบหรือไม่ ?แน่นอน ในทางตรงกันข้ามหากมีขั้นตอนง่าย ใช้ระยะเวลาสั้น ผลงานออกมาดี คนชอบหรือไม่ ?  การบริหารงานแบบนี้ใช้ในสถานการณ์หรือขั้นตอนการทำงาน ที่มีความซับซ้อนหรืองานค่อนข้างวุ่นวาย
      หัวหน้างาน ใช้หลักการ “คิด วิเคราะห์ แยกแยะ ”  ก่อนอธิบาย หรือมอบหมายงาน  อธิบายเรื่องยากให้ดูง่าย  ส่วนงานอะไรที่ง่ายต้องทำให้รวดเร็วเกินคาด  งานที่ไม่มีความสำคัญ หัวหน้าต้องมีวิธีการพูดให้ลูกน้องใช้เวลากับงานนั้นน้อย และจบงานนั้นอย่างรวดเร็ว ไม่เสียเวลาไปกับงานนั้นมาก
     บางครั้งหลักการนี้ อาจนำมาใช้กับการกระตุ้น จูงใจทีมงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
      เช่น ทีมฝ่ายขายผลิตภัณฑ์และความงาม มองว่าแพคเกจดูแลผิวพรรณและกระชับเรือนร่าง  ราคาสูง  คู่แข่งมาก ขายยาก    ผู้จัดการ B ประมวลรายละเอียดแพคเกจแต่ละตัวออกมา มีจุดดี จุดด้อย โอกาสการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า นำเสนอช่องทางบริการ? หาข้อดี ข้อได้เปรียบอย่างไร ? และสุดท้าย ประมวลผลสรุปการขายให้ได้ ทำไมลูกค้าต้องเลือกเรา?
    ผู้จัดการ B นำเสนอวิธีการขายให้ง่ายและตรงใจลูกค้า เป็นแบบอย่างแก่ทีมงาน ให้เห็นว่า เรื่องยาก ง่ายนิดเดียว อยู่ที่กึ๋น
     ในทางตรงกันข้าม หากงานที่คิดว่าไม่มีความจำเป็น ไม่มีประโยชน์  ควรมีกลวิธีพรรณาถึงผลเสียที่ตามมามากมาย อย่างมีเหตุมีผล จากนั้นปิดประเด็น
ทีม
6. บริหารแบบมีความคาดหวัง:ใช้กรณี ผู้นำต้องการให้ผลของงานนั้นทำได้ 100% การบริหารแบบมีความคาดหวัง ใช้กรณี ทีมงานหรือลูกน้องที่ต้องการทำยอดสินค้า มีเป้าหมายระยะเวลาหรือโครงการ งานที่ดูยาก หากผู้นำสามารถหาแรงบันดาลใจ ประโยคที่คาดหวัง พูดด้วยสีหน้า ท่าทางจริงจัง สายตามุ่งมั่น ตั้งใจ แน่นอน ลูกทีมย่อมเกิดแรงผลักดันจากท่าทางที่ผู้นำแสดงออก ประโยคที่ผู้นำกล่าวคาดหวัง เขาเหล่านั้น สามารถทำงานออกมาได้ดี อย่างแทบไม่น่าเชื่อ
ตัวอย่าง
 “พี่หวังว่า โครงการ  Promote พนักงาน เราต้องโปร่งใสและสรุปงานภายในเดือนนี้"
“ผมหวังว่าโครงการพัฒนาคุณภาพบริการ จะสามารถแก้ปัญหาเรื่องร้องเรียนทางโทรศัพท์ได้”
“ที่สอนงานไปวันนี้ พี่หวังว่า อีกไม่กี่วันเราจะเป็นน้องใหม่ ที่เก่งกว่าพี่เก่าๆ เสียอีก”
7. บริหารด้วยหลักการ win win:ใช้กรณี ต้องการกระตุ้นให้งานสำเร็จในทันที รวดเร็ว คือหลักการบริหารทีมงานมีผลดีต่อทั้งผู้นำและลูกทีม ไม่ใช่สั่งงานเพื่อให้ได้งานเพียงอย่างเดียว แต่หากงานนั้นประสบความสำเร็จ ผู้นำได้ผลงานตามเป้าหมาย คนทำงานได้รับผลตอบแทนด้วยของรางวัล เกียรติบัตร หรือการเลี้ยงตอบแทน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ที่ผู้นำพึงเลือกใช้ ทั้งนี้ให้คำนึงถึงผลสัมฤทธิ์ของงานนั้นๆ
  ตัวอย่าง
        “พี่ขอบคุณพวกเราทุกคนในทีมที่ทุ่มเท งานสำเร็จ เย็นนี้ พี่อนุญาตให้กลับเร็วได้”
   “  ถ้าเราทำยอดขายได้เกินสิบล้านบาท พี่จะเสนอผู้บริหารเรื่องขอเพิ่มค่าเดินทาง”
     “ถ้างานเสร็จเรียบร้อย  พรุ่งนี้พี่จะพาพวกเราไปเลี้ยงให้หายเหนื่อยกัน”

     ผู้นำที่ดีนั้น นอกจากบริหารเป็น บริหารถูกทาง ต้องรู้จักวิธีสร้างแรงจูงใจทีมงานอย่างฉลาดด้วย
     จึงได้ชื่อว่า “บริหารดี” เพราะไม่ว่าอยู่ในสังคมใด คนถือว่าเป็นเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนไปสู่การพัฒนาองค์กร คนดูแลยาก มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพภายใน ภายนอกตลอดเวลา  ผู้นำจึงต้องพัฒนาศักยภาพการบริหารงาน ให้โดดเด่น เหนือชั้นและรู้ทันทุกฝีก้าว “ลูกน้อง”   
      การอบรม เสมือนเป็นตำราเล่มหนึ่ง ที่ผู้เขียนนำมาขัดเกลา บอกเล่าจากประสบการณ์ ชีวิตจริง ในการบริหารงานจริง เราต้องอิงตำรา สั่งสมความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์และบริหารตามสถานการณ์ที่เหมาะสม   ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ “ความศรัทธาในตน”  ที่พร้อมจะนำหรือจะตาม
     วิลเลียม เจมส์ กล่าวไว้ว่า “ศรัทธาเป็นหนึ่งในพลังที่ทำให้ชีวิตมนุษย์ ดำรงอยู่”
     ลองนำไปใช้ดูค่ะ ดี แย่อย่างไรอย่าลืมนำมาแบ่งปันกันบ้างนะคะ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม