วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

สถาบันราชประชาสมาสัยจัดตั้งขึ้น ?


          ผู้ป่วย เกิดความทุกข์ทรมานทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ เสียความเชื่อมั่นตนเอง รวมทั้งการอยู่ร่วมกันในสังคม ถูกแบ่งแยกจากกลุ่มอย่างเด่นชัด การใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยยากลำบาก ไม่เป็นที่ยอมรับจากเพื่อน ที่ทำงานและสังคม บางคนไม่ไปทำการรักษากลัวที่ทำงานรู้ กลัวถูกรังเกียจ กลัวการถูกไล่ออกจากงาน นี่คือปัญหาส่วนหนึ่งของผู้ป่วยโรคเรื้อน … 
          โรคเรื้อน(Leprosy) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียตระกูลเดียวกับวัณโรค เป็นโรคที่เกิดบริเวณผิวหนังและเส้นประสาทส่วนปลาย สามารถเกิดโรคในคนหรือในสัตว์บางชนิด เช่น ลิง แต่อาการไม่รุนแรงเฉียบพลันจนทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ความตาย มีอาการลุกลามอย่างช้า ๆ ในระยะหลัง ทำให้เกิดความพิการ การกุด การหงิกที่ มือ เท้า ใบหน้า และใบหู ทำให้เป็นที่รังเกียจแก่คนทั่วไป ในบางรายที่คนในครอบครัวเป็นโรคเรื้อน มีโอกาสผู้คลุกคลี อาจติดเชื้อได้ทางการไอ จามรดกัน หรือในบางรายที่มีอาการหนักมากมีเชื้อตามโพรงจมูก 
          ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงตระหนัก ห่วงใยและใส่ใจให้สำคัญกับผสกนิกรที่เกิดภาวะความเจ็บป่วยด้วยโรคนี้ จึงมีโครงการในพระราชดำริขึ้น โดยจัดตั้งสถาบันราชประชาสมาสัย ในปี พ.ศ.2499 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินทุนอานันทมหิดล แก่กระทรวงสาธารณสุข สร้างอาคารภายในบริเวณสถานพยาบาลโรคเรื้อนพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ และนำเงินที่เหลือจากการก่อสร้าง สร้างมูลนิธิราชประชาสมาสัย อีกทั้ง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับมูลนิธิไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ อีกด้วย 
           นอกจาก มีพระราชดำริก่อตั้งสถาบันราชประชาสมาสัย ในการดูแล การพยาบาลผู้ป่วยโรคเรื้อน แล้ว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จัดตั้งโรงเรียน ราชประชาสมาสัย ณ ตำบลบางจาก อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อรับลูกหลานของผู้ป่วยที่ถูกเลี้ยงแยกมา ได้มีที่ศึกษาเล่าเรียน มีวิชาความรู้ไนการประกอบอาชีพ การดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างปรกติสุข 
          นับแต่วันนั้นถึงวันนี้ ประเทศไทย มีการบริหารจัดการด้านระบบสุขภาพ การจัดการโรคเรื้อนได้สำเร็จ มีผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมสนองพระราชดำริพระองค์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในต้นปี พ.ศ. 2558 พบผู้ป่วยโรคเรื้อนที่ขึ้นทะเบียนรักษา 576 ราย กระจายตามภูมิภาคต่างๆ มีระบบการบริการสาธารณสุขทั่วถึง และการจัดการกับโรคได้อย่างดีเยี่ยม อันเนื่องมาจากสายพระเนตรที่ยาวไกลในการป้องกัน แก้ปัญหาของพระองค์ 
          พระกรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สิ้นสุดมิได้ …….. 

.......................................................
Cr. Information &Picture 

www.woodrufflawyers.com 
www.thaileprosy.ddc.moph.go.th 
www.rdpb.go.th 

 บทความ  หลักสูตร  อบรม  โรคเรื้อน  ในหลวง  ร.9  สถาบัน  ราชประชาสมาสัย 

 ประสิทธิภาพ  Leprosy  กรุณา   

บริหารคนแบบซุนวู


          ในด้านศิลปะแห่งการนำทัพ ซุนวูเสนอให้ผูกใจด้วยพระคุณ สร้างเอกภาพด้วยพระเดช ปกครองด้วยระเบียบวินัย ในด้านยุทธวิธี ซุนวูเน้นการจู่โจมฉับพลัน เผด็จศึกฉับไว ในด้านยุทธศาสตร์ซุนวูเสนอการวางแผนอย่างเหนือชั้น ชนะข้าศึกโดยมิต้องรบ ในด้านการบัญชาการ ซุนวูเสนอให้ผ่อนคล้อยตามสภาวการณ์ รู้เขารู้เรารบในแบบและนอกแบบเลี่ยงจุดแข็งตีจุดอ่อน… 
           นี้คือ ตัวอย่างของหลักการวางแผน การปกครองคนหมู่มาก เพื่อการรบและเพื่อชัยชนะของการทำสงครามต่างเมือง มีไม่น้อยที่หลายท่านได้อ่านหนังสือฉบับ 3 ก๊ก แล้วอ่านพิชัยสงครามซุนวู พบว่ามีความเหมือนและแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในการทำสงคราม 
          ตำราซุนวูสอนให้ผู้อ่านวางแผนแบบแยบยล รู้เขารู้เรา เอาชนะโดยไร้ซึ่งการเสียเลือดเสียเนื้อ รู้จักยุทธวิธีการวางแผนการศึก ในตอนหนึ่งของหนังสือ พิชัยสงครามซุนวู โดยนักแปลฝีมือดี คุณอธิคมและคุณอดุลย์ 
          หากอ่านแล้วนำหลักการยุทธ์พลิกแพลงกลับมาใช้ในการดูแล บริหารบุคลากรในองค์กร นับว่ามีประโยชน์มากโขทีเดียว หนังสือตำราซุนวูกล่าวถึงหลักการเลี้ยงคนและบริหารคนในกองทัพ ตอนหนึ่ง ว่า .. 
          “การทำสงครามต้องเผด็จศึกโดยเร็ว ถ้ายืดเยื้อกองทัพอ่อนล้า ขวัญสู้รบตกต่ำ กองทัพกะปลกกะเปลี้ย ผู้สันทัดในการทำสงครามจึงไม่เกณฑ์พลซ้ำสอง ไม่เกณฑ์เสบียงซ้ำสาม พึงยึดทรัพย์สินแคว้นอริ แย่งเสบียงจากข้าศึก 
          ดังนั้น หากต้องการให้นักรบไพร่พลเข่นฆ่าสังหารข้าศึก ต้องปลุกเร้าความเคียดแค้น หากต้องการให้นักรบแย่งยึดเสบียงและยุทธปัจจัยของข้าศึก จะต้องตกรางวัลเป็นทรัพย์สินเงินทอง 
          อันรถศึก ถ้ายึดรถศึกได้ 10 คัน ต้องตกรางวัลให้ผู้ยึดคนแรกให้อย่างงาม เชลยนั้น ต้องปฏิบัติต่อด้วยดีและช่วงใช้ตามควร จึงกล่าวได้ว่า ยิ่งชนะศึก ยิ่งทำให้ฝ่ายตนเข้มแข็ง ” 
          ท่านจะเห็นว่า การบริหารคนในองค์กร ไม่ต่างอะไรจากพิชัยสงครามซุนวู หากหวังจะให้ธุรกิจเติบโต ได้เปรียบคู่แข่ง สิ่งสำคัญคือการคงไว้ซึ่งการบริหารทรัพยากรในองค์กร งบประมาณ บุคลากร อยากให้คนเก่งมีใจทำงานเพื่อองค์กรอย่างเต็มที่ ท่านผู้บริหารต้องวางยุทธ์ในการเลือกคนทำงาน การขับเคลื่อนผลักดันศักยภาพคน จำแนกและระบุบุคคลแต่ละประเภทในองค์กรให้ได้ 
          คนเก่งในองค์กรมีหลายแบบ หากต้องมีวิธีการจูงใจแบบคู่ขนาน How To Reward ? การจูงใจบางอย่างต้องใช้ทรัพย์สิน เงินทอง ของรางวัล แต่การจูงใจบุคคลบางประเภทกลับไม่ต้องใช้ทรัพย์มากมายก่ายกอง มีเพียงการวางกลยุทธ์การผลักดันศักยภาพที่เขามี ให้นำมาใช้พัฒนาอย่างเต็มที่ ต่อเนื่อง เขาเหล่านั้นกลับทำประโยชน์ได้อย่างมหาศาล คงอยู่เคียงข้างองค์กร 
           ดังนั้น หากองค์กรไม่มีงบประมาณมาจัดสรร กระตุ้นให้พนักงานเจ้าหน้าที่เกิดการจัดทำโครงการ การพัฒนาใดๆก็ตาม ผู้เขียนแนะนำว่า ให้ใช้การให้รางวัลแบบไม่ใช่ข้าวของเงินทอง แต่นั่นคือ รางวัลทางใจและรางวัลทางกระตุ้น ส่งเสริมความก้าวหน้าในหน้าที่ 
          บางครั้ง บางท่านมองเพียงมุมเดียว ว่าเขาเหล่านั้นในองค์กร แท้จริงต้องการขั้นเงินเดือน เงินเพิ่ม เงินรางวัล แต่หากใช้การสำรวจ( Survey) เพื่อหาจุดที่ต้องการ เหมาะสม ท่านจะพบเรื่องที่ไม่คาดคิดจากความรู้สึกที่แท้จริงของเขาเหล่านั้น ลองนำกลยุทธ์ซุนวูไปปรับใช้ดูนะคะ 
..........................................................................
Cr. Picture 

http://www.independent.co.uk 

 บทความ  หลักสูตร  อบรม  ซุนวู  คนเก่ง  กลยุทธ์  สงคราม  บริหาร  จูงใจ 

 รางวัล  ปัจจัย  เชลย  องค์กร  สำรวจ  survey  reward training   

ขี่อูฐที่พุชการ์(Pushkar)


         เมืองเล็กๆแห่งนี้ มีความคลาสสิค ไม่มีสนามบิน ใครเดินทางมาต้องลงที่สนามบินนิวเดลี มุมไบ และกัตตา มาลงเมืองจัยปูร์ นั่งรถเช่าต่อมา ที่นี่มีรถตุ๊กๆจากอัจเมอร์มา แต่ระยะทางระหว่างเมือง ค่อนข้างผจญภัยพอควร 
          ถ้านักท่องเที่ยวชอบแบบแอดเวนเจอร์และมาเป็นกลุ่ม ต้องบอกว่า สนุกสุดๆ พร้อมชมบรรยากาศรอบสองข้างทางที่อนุรักษ์ความดั้งเดิมไว้ได้อย่างลงตัว 
          เมืองพุชการ์ อยู่ประเทศอินเดีย เป็นเมืองที่มีทิวทัศน์สวยงาม ทั้งภูเขา ต้นไม้ และบ้านเรือนสร้างอยู่รายล้อมทะเลสาบ พื้นที่ส่วนใหญ่แห้งแล้ง เป็นทะเลทราย เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ชอบผจญภัยตะลุยแดดร้อนบนทะเลทราย นั่งขี่อูฐเที่ยว 



           ที่นี่มีงานสำคัญประจำปี คือ เทศกาลอูฐ (Pushkar Camel Fair) ที่เป็นสีสันของเมือง (ช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน) ใครสนใจมาเที่ยวต้องมาช่วงนี้ คึกคักเป็นพิเศษ 
          ส่วนท่าน้ำทะเลสาบพุชการ์ เป็นสถานที่สำคัญไม่แพ้ริมแม่น้ำคงคาของอินเดีย ชาวฮินดูส่วนใหญ่นิยมเดินทางไปชำระกายใจ ที่ริมทะเลสาบแห่งนี้ ไม่เคยว่างเว้นทุกวัน 
          มีเรื่องเล่าถึงความเชื่อว่า ทะเลสาบแห่งนี้มีความศักดิ์สิทธิ์มาก ทะเลสาบพุชการ์(Pushkar Lake) เป็นจุดที่พระพรหมทำดอกบัวหล่นลงมาบนพื้นโลก บริเวณแห่งนี้จึงมีชาวฮินดูมาอาบน้ำทุกวันในทุกจุดของทะเลสาบ เพื่อชำระล้างบาปตามความเชื่อของศาสนา 
          ที่นี่ค่าครองชีพไม่สูง นักท่องเที่ยวสามารถเดินจับจ่ายใช้สอยได้อย่างสบายตัว ใช้เงินสกุลรูปี อาหารเป็นแบบพื้นเมืองชาวพุชการ์ คนส่วนใหญ่ทานมังสวิรัติ อาหารขายตามท้องถิ่นจึงเน้นพวกธัญพืช ผัก ผลไม้ต่างๆ ส่วนพวกเนื้อสัตว์หาทานยากหน่อย แต่หากได้ไปเที่ยวแล้วจะไม่ลืมที่ต้องไปอีกครั้ง นอกจากได้อารมณ์ท่องเที่ยวแบบขี่อูฐชมเมืองสวยๆ อาหารและแหล่งช็อปปิ้ง ราคาไม่แพง ถูกจนคุณลืมการต่อราคาไปเลย 
          ชวนกลุ่มเพื่อนไปเที่ยวสักครั้งในชีวิต …. ขี่อูฐที่พุชการ์ 
........................................................
Cr .Picture & Information 

https://www.holidify.com/blog/pushkar-camel-fair-india/ 
http://www.pushkarmela.org 
http://www.remotetraveler.com/camels-pushkar-camel-fair 
กาญจนา หงษ์ทอง , 100 เมืองสวยในเอเชีย 

 ขี่  อูฐ  พุชการ์  อินเดีย  Pushkar  ท่องเที่ยว  บทความ  มังสวิรัติ  ทะเลสาบ 

 แพง  รถตุ๊กตุ๊ก  ดอกบัว  ่ความเชื่อ  รูปี  เครื่องบิน ฮินดู   

เรื่องเล่า “สติปัญญา กับความเด็ดขาด”


          การกระทำใดๆก็ตามที่ใช้ “สติปัญญา” หลายคราว ใน 3 ก๊ก ต้องอาศัยคนหมู่มากในการรบเพื่อชัยชนะ แต่เมื่อใดก็ตามที่ต้องตัดสินใจกระทำการให้บรรลุเป้าหมาย ต้องอาศัยการตัดสินใจอย่าง“ เด็ดขาด” ผู้นำเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่ควรลงมือ คิด ทำ ตัดสินใจในทันที แบบเด็ดเดี่ยว 
          เล่าเรื่องของสติปัญญาและความเด็ดขาด น่าสนใจนำมาใช้ในการบริหารงาน ซึ่งมีที่มาต่างกันใน 3 ก๊ก สามารถนำมาใช้ในการทำงานปัจจุบันได้ดีเยี่ยม 
กล่าวถึง…. 
          ..เมื่อครั้งที่เล่าปี่ตัดสินใจจะยึดเอาเสฉวน หวดเจ้งซึ่งเป็นขุนนางเสฉวนบอกแก่เล่าปี่ว่า 
          “ เมืองเสฉวน มีภูมิฐานมั่นคงบริบูรณ์ทุกสิ่ง แต่หากผู้ใดหามีสติปัญญา ถึงจะตั้งตัวเป็นใหญ่ แต่ก็อาจเป็นของผู้อื่น บัดนี้เล่าเจี้ยงมีหนังสือมาถึงท่านก็เหมือนเอาเมืองมายกให้ท่าน ขออย่าได้ทิ้งเมืองเสฉวนเลย ” 
          แต่เล่าปี่ไม่ตอบรับทันที ขอบอกขอบใจ ขอกลับมาปรึกษาหารือก่อน 
ขณะเล่าปี่นั่งครุ่นคิดอยู่ … 
          บังทอง (หรือซือหยวน เกิดเมืองซียงหยาง มลฑลเกงจิ๋ว สมัยเด็ก ไม่ค่อยฉลาด แต่เมื่อโตขึ้นสนใจศึกษาวิชา หาความรู้กับจูกัดเหลียง ขงเบ้ง และบังทองยังเป็นจอมวางแผนที่หลักแหลม แม้เป็นผู้มีหน้าตาขี้เหร่แต่มีสติปัญญาล้ำเลิศ ) 
กล่าวว่า … 
          “ อันธรรมดาผู้มีสติปัญญานั้น จะคิดทำสิ่งใดย่อมว่ากล่าวแตกฉานให้ปรากฎ ตัวท่านก็มากด้วยสติปัญญาจะมานั่งวิตกถอยหลังอยู่ฉะนี้หาควรไม่ ” 
บังทองนั้น จึงได้ช่วยวิเคราะห์ให้เล่าปี่ฟังอย่างละเอียดว่า 
           “ เมืองเกงจิ๋วนั้น ข้างตะวันออกซุนกวนเป็นอริ ฝ่ายทิศเหนือโจโฉเป็นศัตรู ทุกวันนี้เหมือนอยู่กลางไฟศัตรูอยู่รายรอบ เมืองเสฉวนผู้คนมาก บริบูรณ์ เห็นจะเป็นที่ตั้งตัวให้เป็นสุขได้ ” 
          แต่เล่าปี่อ้างถึงความสัตย์ ที่ไม่กล้าฉวยโอกาสแย่งเมืองเล่าเจี้ยง 
          แต่บังทองวิเคราะห์ว่า 
             “ ขณะนี้แผ่นดินบ้านเมืองยังไม่สงบสุข เกิดจลาจลต่างๆ หากเล่าปี่จะถือเอาความสัตย์มั่นมิได้ ภัยมาถึงตัวได้ ดังนั้นต้องรักษาตัวก่อน เมื่อบ้านเมืองสงบให้สนองคุณภายหลัง หากเล่าปี่มิคิดเอาเมืองเสฉวนในขณะนี้ นานไปเบื้องหน้าก็จะเป็นของผู้อื่น จะคิดทำการภายหลังเห็นจะไม่สำเร็จ จะป่วยการสติปัญญาผู้ช่วยอุปถัมภ์เสียเปล่า” 
           ข้อเสนอของบังทองถูกอกถูกใจเล่าปี่มาก บังทองถือเป็นจอมปราชญ์คนหนึ่ง ถึงแม้ในเรื่อง 3 ก๊กจะปรากฎตัวไม่กี่ตอน แต่ก็มีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจ จะเห็นว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ แม้สิทธิ์ในการตัดสินใจจะชี้ขาดอยู่ที่ผู้นำนักปราชญ์เช่นเล่าปี่ บังทองเป็นเพียงผู้ออกความคิดเห็น แต่มีส่วนสำคัญกระตุ้นความรู้สึก กระตุ้นการกระทำ ของเล่าปี่ให้ตัดสินใจทันที ด้วยสติปัญญาในการคิดแบบบังทอง
           ย้อนกลับมาในการบริหารงานปัจจุบัน การมีสติปัญญาหลักแหลม อย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องพร้อมด้วยทีมงานที่มีสติปัญญาช่วยกระตุ้นในการตัดสินใจ ที่รวดเร็วขึ้น ในการชี้การตัดสินใจเด็ดขาด ลงไปในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ให้ทันต่อเหตุการณ์ 
            การเลือกผู้มาทำงานดำรงตำแหน่งสำคัญในองค์กร นั้น นอกจากผู้บริหารเลือกจากความรู้ ความสามารถแล้ว ต้องเลือกผู้มีทักษะการคิดวิเคราะห์ที่แตกฉานมาร่วมงานสำคัญ เช่น ฝ่ายงานหลักๆของธุรกิจ การตลาด ทรัพยากรบุคคล ภาพลักษณ์องค์กร กำหนดกลยุทธ์ 
หากได้หัวเรี่ยว หัวแรงที่ดี ผู้บริหารไม่ต้องลงทุนลงแรงมากเกิน มีทีมงานที่ดีช่วยเหลือสนับสนุน งานบรรลุเป้าหมายได้รวดเร็ว 
          ดังนั้น แนวทางการเลือกคนเข้ามาทำงานนั้น ต้องเลือกผู้มีทั้งสติปัญญา เข้ามาช่วยสนับสนุนภารกิจ โดยมีเกณฑ์พิจารณาการเลือก 3 ด้าน คือ 
          1) ผลปฏิบัติงานและคุณลักษณะความสามารถอยู่ในเกณฑ์ดีมาก มีการประเมินผลแบบ รูปธรรม 
          2) มีทักษะการคิด วิเคราะห์ การบริหารดีเยี่ยม ประเมินจาก แบบประเมิน Competency และแบบประเมินการบริหาร 
          3) เป็นที่ยอมรับจากผู้ร่วมงาน มากกว่า 80 % ควรประเมินจากใบประเมิน 180 องศาร่วมด้วย 
          ในข้อหลังนี้ สำคัญมาก เพราะหากผู้นำที่ท่านเลือกไปนั้น เก่งแต่งานแต่ไม่เก่งบริหารคน ไม่เป็นที่ยอมรับ เดินไปทางไหนมีแต่คนเลี่ยงหนี ไม่อยากทักทาย ก่อให้เกิดการขาดความร่วมมือ ร่วมใจทำงาน งานเกิดภาวะคอขวด 
         โดยเฉพาะ ผู้นำที่ต้องทำงานประสานงานร่วมกับทุกสายงาน เช่น ฝ่ายบุคคล ฝ่ายการตลาด ต้องมีแนวทางการเลือกผู้ดำรงตำแหน่ง ที่ค่อนข้างละเอียด ใช่ว่าถูกใจแล้ว “ ลองผิด ลองถูก” ให้ทำไปก่อน ควรมีการประเมินผลงานภายใน 6 เดือน 
          เพราะหากเลือกผู้นำผิด การขับเคลื่อนงานไปได้ช้ามาก ปัญหางานไม่เดิน คนไม่เก่ง ไม่เกิดการพัฒนาทั้งองค์กร ผลิตภัณฑ์ บริการและบุคลากร วลีเด็ดที่มักได้ยินบ่อยๆจากคนทำงานพร่ำบ่นเบื้องหลังว่า เข้าสู่ยุค “ถอยหลังเข้าคลอง” 
....................................................

Cr . Picture 

https://th.wikipedia.org

 บทความ  หลักสูตร  อบรม  หัวหน้างาน  สติปัญญา  ผู้นำ  ตัดสินใจ  3ก๊ก  เล่าปี่ 

 บังทอง  ประเมิน  ถอยหลังเข้าคลอง  เลือก  180องศา วิเคราะห์  บุคคล  บริการ  บุคลากร   

หลักสูตรอบรมทีมงาน(Team Training Skills)


          ในการฝึกอบรม( In – house Training ) นอกจากหลักสูตรพัฒนาบริการ พัฒนาหัวหน้างานและอื่นๆอีกมากมายที่จัดอบรมขึ้น ผู้จัดอบรม ควรให้ความสำคัญกับหลักสูตรด้านพัฒนาทีมงาน (Team Training Skills) 
          ผู้จัดหลักสูตรอบรม ควรพิจารณาหลักสูตรตามความเหมาะสมตรงตามนโยบายงาน ความเร่งด่วนงาน ความจำเป็นในการเพิ่มทักษะ โดยสามารถประเมินผลสัมฤทธิ์หลังเข้าอบรม(Training evaluate) ได้อย่างเป็นรูปธรรม ผู้จัดควรเลือกขนาดกลุ่มผู้เข้าอบรม ให้เหมาะสมกับการทำกลุ่มกิจกรรมอบรม 
          บางครั้งจำเป็นต้องจำกัดงบประมาณต้องพิจารณาหลายๆด้าน อาทิเช่น จัดไปแล้วผลลัพธ์ตอบกลับคุ้มค่าหรือไม่ ? เพิ่มความสามัคคี ? นำมาประเมินตามROI ยิ่งได้ผลดี 
การจัดอบรมแบบทีมนั้น ควรเน้น เรื่องการทำกลุ่มมากกว่าบรรยายอย่างเดียว การเข้ากิจกรรมกลุ่มในสัดส่วนการอบรม ทฤษฎี <ปฏิบัติ 
          จัดกลุ่มอบรมแบบกลุ่มใหญ่ ครั้งละหลายๆร้อยคน มักได้ความสนุกสนาน ประเมินผลค่อนข้างยาก การอบรมควรอยู่ในรูปแบบบรรยาย หรือกิจกรรมสร้างสรรค์ 
          หากเน้นWorkshopควรทำในแบบกลุ่มย่อยมากกว่า จะทำให้ผู้เข้าอบรมได้รับทักษะตรง มีคุณค่า แต่ข้อเสียก็คือสิ้นเปลืองงบประมาณ เพราะต้องจัดอบรมหลายรุ่น หากเทียบผลตอบแทนหลังอบรมกับประโยชน์แบบยั่งยืน หากการจัดไปแล้วเกิดประสิทธิภาพก่อประสิทธิผล เห็นควรลงทุนงบประมาณส่วนนี้ 
          ผู้เขียนขอตัวอย่าง หลักสูตรการอบรมทีม ดังภาพ 



.................................................................................
คำถามชวนคิด 

การอบรมหลักสูตรทักษะการทำงานและหลักสูตรด้านปรับพฤติกรรมมาทำการอบรมนั้น 
ควรใช้สัดส่วนอบรมทฤษฎี : ปฏิบัติ เท่าใดเหมาะสม ? 

……………………………………………………………………
…………………………………………………………………… 


  บทความ  อบรม  หลักสูตร  ทีม  หัวหน้างาน  ทักษะ  บริการ  teamwork  team building 

 OD  Positive thinking  Negotiation Complaint Handling  ROI  Decision making  Problem solving 

 motivation