วันจันทร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2560

ตัวอย่างการเขียน JD แบบฟอร์มอย่างง่าย



          ใบกำหนดหน้าที่งาน (Job Description : JD ) เป็นเครื่องมือสำคัญ ที่นำไปใช้ในการบริหารบุคคลในองค์กร ดังนั้น ควรมีการจัดทำทุกตำแหน่งและหมั่นปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกับปัจจุบัน วันนี้ผู้เขียน ขอยกตัวอย่างการจัดทำ JD แบบฟอร์มอย่างง่าย 
         เหมาะสำหรับ องค์กรใดๆที่ยังไม่มีการจัดทำอย่างเป็นระบบ อาจเริ่มเขียนแบบง่ายๆก่อน ไม่ต้องใส่เนื้อหา รายละเอียด เป้าหมาย เกณฑ์พิจารณามากมาย 
         นอกจากทำให้ผู้เขียนปวดหัวเองแล้ว ทำให้เสียเวลาในการจัดทำไป หากจัดทำไปได้สักระยะหนึ่ง ผู้จัดทำค่อยๆแก้ หรือปรับแบบฟอร์ม JD ให้เข้ากับองค์กรของตนเอง เข้าร่วมประชุมกับทีมงาน หารือที่ปรึกษา (Consultant)เพื่อปรับเปลี่ยน เพิ่มเติมในส่วนที่นำมาใช้พัฒนาต่อยอดได้ จาก JD เช่น Core Competency ,KPIs เป็นต้น 
         โดยผู้เขียนได้กล่าวไปแล้ว ในบทความแรกๆ เรื่อง “ เทคนิคเขียน JD เพื่อใช้ในระบบประเมินผล ” 

ตัวอย่างการเขียน JD แบบง่าย 



           จริงๆ แล้ว เมื่อเขียนไปได้สักระยะหนึ่ง ผู้จัดทำ ต้องมีการปรับแก้ไข ให้ใบกำหนดหน้าที่งาน ตรงกับงานจริงมากที่สุด หากงานมีความเกี่ยวข้องกับแผนกอื่นๆ ผู้จัดทำต้องสามารถแยกความสำคัญงานแต่ละงานออกจากกันได้อย่างชัดเจน มีการนำหลักนโยบาย ค่านิยม และแผนกลยุทธ์มาปรับปรุงลง JD ได้อย่างลงตัว ใช้พัฒนาบุคลากรได้จริง มากกว่าเก็บใบ JD ไว้กับระบบคอมพิวเตอร์ 
          ถามว่า การเขียนนั้น ควรปรับปรุงทุกปีหรือไม่ คำตอบคือ การปรับปรุงขึ้นอยู่กับ JD แต่ละงานตรงตามหน้าที่งานจริงหรือไม่ ? แต่ละปี หลักการเป้าหมายองค์กร เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร 
            ดังนั้น ผู้ทำการปรับปรุงต้อง จัดการ จัดเก็บแก้ไข ให้เป็นปัจจุบัน โดยมีการประชุมร่วมกับผู้ดำรงตำแหน่งหน้าที่รับผิดชอบสายงานนั้น 
          ลองนำไปใช้เขียนดูนะคะ แต่ถ้าท่านใดเขียนได้ดีแล้ว ถึงขั้นพัฒนาไปไกลเกินการจัดทำแบบฟอร์มทั่วไป ผู้เขียนแนะนำให้ลองฝึกการเขียน JD แบบนำนวัตกรรม(Innovation)เข้ามาปรับ Core Competency ในการเขียน JD ของท่าน เป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนา HRD ค่ะ


  JD  core competency  innovation  HRD  KPI  Job Description  consultant  จัดทำ  ตัวอย่าง  อย่างง่าย 

 แบบฟอร์ม  การเขียน  บทความ บทเรียน  ใบกำหนด  หน้าที่  หลักสูตร  อบรม   

โอซาก้า (Osaka) เมืองสวยใบไม้เปลี่ยนสี


         เมืองสวยราวกับดินแดนเทพนิยาย ใบไม้เปลี่ยนสีตามฤดูกาล ไปเที่ยวญี่ปุ่นต้องแวะเที่ยวเมืองโอซาก้า (Osaka )เมืองแห่งสีสันต้นไม้เปลี่ยนสีตามฤดู เมืองที่โอบล้อมด้วยสายน้ำ ติดทะเล แถมมีท่าเรือเดินทางท่องเที่ยวต่อที่ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ได้ด้วย เรียกว่ามาที่เดียวเที่ยวคุ้มกันไปเลย 
         แต่ถ้าใครอยากไปเที่ยวเมืองจีน ที่นี่มีเรือเฟอรี่ออกเดินทางไปเซี่ยงไฮ้ สัปดาห์ละ 2 วัน 
         ตึกรามบ้านช่องของโอซาก้า ยังคงอนุรักษ์ไว้ซึ่งวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ แม้กาลเวลาเปลี่ยน ตึกสูงระฟ้าเกิดขึ้นมากมาย แต่ทิวทัศน์โดยรอบยังปกคลุมกลิ่นไอความเป็นโอซาก้าเดิมอยู่ไม่น้อย สะพานหลายแห่งสร้างเชื่อมแม่น้ำที่ไหลทอดผ่านเมือง 



         ใครมาแล้วอย่าลืม แวะไปไหว้ศาลเจ้าเท็มมังกู (Tenmangu Shrine) เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัว โดยศาลนี้ สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่เทพแห่งความรู้ 
         โอซาก้ามีพิพิธภัณฑ์ชนพื้นเมือง ที่ตั้งอยู่ลานกลางแจ้ง แสดงถึงวิถีชีวิตคนดั้งเดิมของโอซาก้า เรียนรู้การดำรงชีวิต ประกอบอาชีพ เครื่องแต่งกาย และประเพณี ยังมีพิพิธภัณฑ์ทางทะเลให้เข้าชมและพิพิธภัณฑ์เครื่องเซรามิก ของโลกตะวันออกจัดแสดง โดยถ้วยโถโอชามเหล่านั้น ล้วนสร้างสรรค์มาจากชนดั้งเดิมของโอซาก้า ชาวพื้นเมืองเกาหลี ชาวพื้นเมืองจีน เรียกได้ว่าหาชมได้ยากมาก 
         หากสนใจจุดชมวิว ที่สวยที่สุดในเมือง ต้องไป ตึกอุเมดะสกาย (Umeda Sky Building) ตึกมีความสูง 173 เมตร ส่วนใหญ่นิยม ชมวิวที่ชั้น 39 เพราะเป็นสวนลอยฟ้าที่มองเห็นวิวได้โดยรอบสวยที่สุด เวลาเปิด 10.00 -22.30 น. 
         ส่วนถ้าคนไทยไปเที่ยวโอซาก้า อย่าลืมแวะช็อปปิ้งที่ถนนชินไซบาจิ แหล่งช็อปยอดฮิต ที่แขกไปใครมาต้องกระเป๋าเบาไปตามกัน แฟชั่นที่นี่เน้น เอกลักษณ์ความเป็นเทรนด์ญี่ปุ่นไว้แบบไม่เอาท์แน่นอน ราคาสินค้าแต่ละชิ้น ถ้าเทียบกับแฟชั่นไทยก็ราคาสูงไม่เบา 
          นอกจากช็อปเรื่องเสื้อผ้าแล้ว ถนนแห่งนี้ยังมี สินค้าอื่นๆหลากหลายให้ซื้อฝากแบบไม่ซ้ำใคร เช่น ของตกแต่งบ้าน ภาพวาด หน้ากาก เครื่องประดับ สินค้าแฮนเมด มีให้เลือกตามอำเภอใจ 
          ถ้าเดินเหนื่อยนัก ก็พักจิบชา กาแฟอุ่นๆ ในย่านถนนกลางเมือง ที่ร้านค้าประดับตกแต่งในแบบพื้นเมือง รับรองได้บรรยากาศดั้งเดิม ที่คุณไปแล้วจะติดใจต้องไปเที่ยวซ้ำแน่นอน 

Cr.picture & Information 

www.japan-guide.com 
http://en.japantravel.com/osaka/osaka-tenmangu-shrine/15365 
กาญจนา หงษ์ทอง , 100 เมืองสวยในเอเชีย 

 บทความ  ท่องเที่ยว  โอซากา  Osaka  Umeda Sky  Tenmangu Shrine  ชินไซบาจิ  ญี่ปุ่น  ช็อปปิ้ง  ประเพณี 
 ปูซาน  ภาพวาด   

ใครเอาเนยแข็งของฉันไป(Who Moved My Cheese ?)


          ในยุคของการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าคุณคือGen ไหน ต้องพร้อมรับมือกับทุกปัญหาที่เกิด มนุษย์มีความคิดหลายด้าน มุมมองที่แยบยล อยู่ที่แต่ละคนจะดึงศักยภาพแต่ละด้านออกมาใช้ประโยชน์มากน้อยเพียงไร “ ใครเอาเนยแข็งของฉันไป ?” หนังสือเขียนเรื่องเชิงเปรียบเทียบตัวละครสี่ตัว การปรับตัวยอมรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ของแต่ละบุคคล


          หนังสือเล่มนี้ ขายดีทั่วโลก 1 ใน 100 เล่ม หนังสือที่น่าอ่าน ปัจจุบัน ตีพิมพ์เผยแพร่ไปแล้วกว่า 40 ภาษา จำได้ว่าเคยอ่านหนังสือต้นฉบับเล่มนี้ นานหลายปีแล้ว หนังสือเล่มบางๆ กระดาษสีขาวนวล พกพาติดกระเป๋าง่าย หยิบจับขึ้นมาอ่านกี่ครั้ง ได้อารมณ์การเดินตามหาเนยแข็ง หอมกรุ่น ในเขาวงกตแต่ละวงเสมือนตัวละครทุกครั้งไป 
          รู้สึกประทับใจและชอบแนวคิดในการเขียน นิยามเรื่องเนยแข็งนี้ ใช้ได้กับการทำงานทุกยุค ทุกสมัย ทุกวัย ใช้ปรับเปลี่ยนคนในองค์กร ปรับเปลี่ยนความคิด การกระทำ พร้อมเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงทุกสถานการณ์ 

          นายแพทย์ สเปนเซอร์ จอห์นสัน (Spencer Johnson )ได้เขียนถึงปัญหาความซับซ้อนในสมองมนุษย์ ที่หาทางออกได้โดยง่าย มีวิธีการที่ใครๆก็เข้าถึงได้ แต่เราทุกคนมักลืมมันไป 
ตัวละครในเรื่อง มี 4 ตัว คือ หนูชื่อ สนิฟฟ์และสเคอร์รี่ มีการปรับตัวเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว , มนุษย์ตัวจิ๋ว ชื่อ เฮม ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องใดๆก็ตาม และฮอว์ มีการปรับตัวได้ทันเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่คับขัน 
          แต่ละตัวนั้น ถูกสร้างเปรียบเทียบอุปนิสัยที่แตกต่างกัน ภายใต้แรงกดดันจากสิ่งเร้าภายนอก สังคมที่มากด้วยความท้าทายในเขาวงกต ถ้าเปรียบคนทำงานในองค์กร ทุกคนต่างแสวงหาความสำเร็จขั้นสูงสุดในชีวิตตนเอง เมื่อพบอุปสรรคหรือพบความผิดพลาด ไม่สมหวัง การเปลี่ยนแปลงที่ได้มาด้วยความไม่ชอบธรรม สูญเสียตำแหน่งงานที่เคยทำ มีการโอนย้ายตำแหน่ง เปลี่ยนผู้นำ บางคนทำใจยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้ ตัดสินใจหลีกหนีปัญหาและเปลี่ยนเป้าหมายที่มี บางคนทำงานกับความเคยชินไปวันๆ โดยหลงลืมการพยายาม การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 
          “ ใครเอาเนยแข็งของฉันไป ?” พูดถึง ตัวละคร 4 ตัว ที่มีการปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทุกๆวัน หนูและมนุษย์ตัวจิ๋ว จะใส่รองเท้าคู่ใจ วิ่งออกไปหาเนยแข็งในเขาวงกต พวกเขาออกเดินทางทุกเช้าอย่างนั้นทุกวัน ทำจนเคยชินออกไปทุกวัน แต่แล้ววันหนึ่ง พบว่าเนยแข็งที่เคยกินอย่างเอร็ดอร่อย ได้หายไป ? ใครเอาไป ? 
          สนิฟฟ์และสเคอร์รี่ ด้วยสัญชาตญาณการปรับตัวแบบสัตว์ตัวเล็ก ไม่คิดอะไรมาก สมองไม่มีความซับซ้อนเหมือนมนุษย์ สัตว์ตัวจิ๋วตามหาแหล่งอาหารเรื่อยไป เพื่อให้ได้มาซึ่งอาหารประทังชีวิต และทำอยู่อย่างนั้นแบบไม่ย่นย่อ 
         เฮมและฮอว์ คือ มนุษย์ตัวเล็ก มีความยึดมั่น ถือมั่น กลวิธีคิดสลับซับซ้อน มีความเคยชินกับสังคม ถิ่นที่อยู่ ปรับตัวได้ช้า และมีทัศนคติเป็นกำแพงกั้นความสำเร็จ โดยเฉพาะเฮมที่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเขา 
          สำหรับ ใครก็ตามที่กำลังตามหาความสำเร็จที่หายไป ผิดหวังกับความจริงที่อยู่ตรงหน้า แนะนำให้อ่านเรื่องนี้ อาจได้ไอเดียแปลกใหม่ มีแรงขับสู้ใหม่ ในวันพรุ่งนี้ 
          สำหรับฉบับแปล ภาคภาษาไทย หากผู้อ่านสนใจลองไปหาอ่านฉบับเต็มตามแผงหนังสือ ที่ใช้ภาษาแปลได้อย่างเข้าถึงต้นฉบับ ของ คุณ ประภากร บรรพบุตร ใช้ภาษาได้ดี ทีเดียวค่ะ 

Cr Picture 
https://willsrandomweirdness.wordpress.com 
http://www.goodreads.com/author/show/3340.Spencer_Johnson  

 Who Moved My Cheese  ใครเอาเนยแข็งของฉันไป  บทความ  หลักสูตร  สัมมนา  องค์กร  ปรับตัว  เปลี่ยนแปลง 

 แนวคิด  ซับซ้อน  หนังสือ GEN  ทัศนคติ  กำแพง  เขาวงกต  

ขั้นตอนจัดทำ Succession Plan


          เป็นกระบวนการเตรียมผู้สืบทอดตำแหน่ง โดยจัดเตรียมแผนงานไว้ล่วงหน้าทดแทน กรณี ตำแหน่งดังกล่าวว่างลง ซึ่งผู้ทดแทนตำแหน่งงาน เรียกว่า “ Successor” ส่วนใหญ่แผนทดแทนนี้ เน้น ในการวางโครงสร้าง วางแผนไว้สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทดแทนด้านบริหาร ( Management Level )และผู้ดำรงตำแหน่งด้านงานหลักเฉพาะทาง ( Specialist Key Positions ) 
          การจัดทำแผนนี้ เน้นการสรรหาบุคลากรจากภายในมากกว่า เพราะใช้เวลาในการจัดเตรียม ฝึกฝน พัฒนาในระยะหนึ่งก่อนผู้ดำรงตำแหน่งงานเดิม จะพ้นสภาพตำแหน่งงานนั้น มิใช่นำเข้ามาจากภายนอก และเรียนรู้งานนั้นในทันที 
          ส่วนที่ตำแหน่งงานนั้นว่างลง มีการจัดหาผู้ดำรงตำแหน่งมาทำงานทดแทนทันที ในกรณีนี้ ไม่เรียกการวางแผนทดแทนตำแหน่งงาน เรียก “ จัดวางหรือจัดหาบุคคลมาทดแทน” มากกว่า 

          ทำไมต้องจัดทำแผนทดแทนตำแหน่งงานนั้น ? 

          - ผู้ดำรงตำแหน่งแจ้งความจำนงยื่นหนังสือลาออก 
          - ผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุการทำงาน 
          - ผู้ดำรงตำแหน่งขอเกษียณก่อนครบอายุงาน 
          - ผู้ดำรงตำแหน่งโอนย้ายหน่วยงาน 
          - ผู้ดำรงตำแหน่งเลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้น 
          - ผู้ดำรงตำแหน่งมีปัญหาด้านภาวะสุขภาพ 
          - ผู้ดำรงตำแหน่งไม่สามารถปฏิบัติงานได้ด้วยกรณีอื่นๆ 


           วิธีการคัดเลือก ผู้สืบทอดตำแหน่งงาน คือ เมื่อองค์กรทำการประเมินผลปฏิบัติงาน ตามเกณฑ์แล้ว คัดเลือกผู้ที่มีผลการปฏิบัติงานดีเยี่ยม ( High Performance ) มีทักษะความรู้ความสามารถสมรรถนะในงานดีเยี่ยม( High Competency) และมีศักยภาพการพัฒนาสูง (High Potential )ในหน่วยงานนั้น นำมาเข้าสู่ขั้นตอนการ จัดทำแผนทดแทนตำแหน่งงาน(Succession Plan) ดังนี้ 


          ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ท่านจะพบว่า การวางแผนหาผู้สืบทอดตำแหน่งงานนั้น ต้องมีลำดับขั้นตอนทุกขั้นที่ละเอียดรอบคอบ ทั้งหมดนี้ ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจกับทุกฝ่ายงานและฝ่ายบริหารองค์กร 
          โดยการพัฒนาใดๆก็ตาม ท่านจะพบว่า เริ่มต้นมาจากทุกคนต้องทราบใบกำหนดหน้าที่การทำงาน (JD) ที่มีการวิเคราะห์งาน (JA) มาอย่างละเอียด มีการปรับปรุงต่อเนื่อง 
เมื่อทำงานได้ระยะหนึ่งตามเกณฑ์ ทุกคนต้องผ่านการประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ มีรูปธรรม เช่น ดัชนีชี้วัดความสำเร็จหรือผลการปฏิบัติงาน (KPIs) ผ่านการประเมินสมรรถนะ(Competency) ตรงตามความต้องการสอดคล้องกับนโยบายองค์กร ผ่านการรับรองมาตรฐานหรือวิชาชีพเฉพาะทาง เหล่านี้ล้วนคือ สิ่งที่องค์กรควรคำนึงถึง จัดวางให้เป็นระบบ มีประสิทธิภาพ ก่อนคิดวางแผนหาผู้สืบทอดตำหน่งให้ได้ตามเป้าหมาย 
          สำหรับ แนวคิดที่ผู้เขียนให้ไว้นี้ ช่วยตอบคำถาม นักพัฒนาบุคลากรและผู้บริหารได้ว่า “ ทำอย่างไรจะสร้างคนเก่งในองค์กร” ได้อย่างถาวร แบบโคลนนิ่งคนเก่งคนเดิมไว้ตลอดกาล ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน 
-----------------------------------------------------------------
คำถามชวนคิด

1. จากภาพขั้นตอนที่ 1 ( การกำหนด วิเคราะห์หากลุ่มงานและตำแหน่งงาน) ควรใช้เครื่องมือชนิดใดในการกำหนดวิเคราะห์ ให้มีประสิทธิภาพ ? 

............................................................................................

2. จากภาพขั้นตอนที่ 4 (จัดทำแผนพัฒนารายบุคคล(IDP)) ควรใช้ระยะเวลาจัดทำแผนพัฒนาแต่ละบุคคลนานเท่าใด จึงเหมาะสม?

..........................................................................................

 บทความ  บทเรียน  successor  succcession plan  JD  JA  competency  KPI  สืบทอดตำแหน่งงาน  กำหนด 

 อบรม  หลักสูตร  ขั้นตอน ตัวอย่าง  

“ สร้างเสน่ห์จากน้ำเสียง ” ฝึกง่ายๆ


          สำคัญมาก ก่อนพูดทุกครั้งเราเป็นนายคำพูด ผู้พูดควรไตร่ตรองทุกประโยคที่พูด “ อย่าพลั้งพลาดให้คำพูดกลับมาเป็นนายเรา ” การพูดดีมีเสน่ห์ น้ำเสียงชวนฟัง ไม่จำเป็นต้องเกิดมาหน้าตาหล่อ สวย เสียงดี ทุกคนสามารถพูดให้เกิดเสน่ห์แก่ตนเอง ฝึกได้ไม่ยาก รวมไปถึงหลายคน พูดสร้างความสำเร็จในอาชีพมาแล้ว นับไม่ถ้วน แต่มีไม่น้อยที่คำพูดทำให้ ขาดที่ยืนในสังคม ด้วยประโยคที่ “ไม่ทันคิด” ให้รอบคอบ 
          ไม่ว่าผู้จัดการหัวหน้า ลูกน้อง ทำงานสายอาชีพใด พบว่า น้ำเสียงมีส่วนสำคัญทำให้ “ ชีวิตเกิดหรือดับ…อนาคต” ยกเว้น บุคคลพิเศษที่ไม่สามารถใช้เสียงสื่อสารได้ สวรรค์สร้างมาให้เขามีจิตใจเข้มแข็ง ฝึกปรือทักษะการสื่อสารด้วยภาษามือ แทนการใช้เสียงพูด 
          ดังนั้น เมื่อเราสามารถพูดได้อย่างอิสระแล้ว เราควรใช้สิทธิในการสื่อสารที่มีอยู่ อย่างสร้างสรรค์ สร้างเสน่ห์ สร้างมิตรภาพแทนสร้างศัตรู 
          หากหมั่นฝึกฝนการพูด ฝึกสังเกตนักพูด ผู้ประกาศ ผู้บริหาร หัวหน้างาน แม่ค้า ตำรวจ ทหารหรือผู้ร่วมงาน จะพบว่าแต่ละคนมีลักษณะการพูด ท่าทางความเชื่อมั่น ความมั่นใจต่างกัน แน่นอนหากคุณหมั่นฝึกการพูด ใช้น้ำเสียงตนเอง คุณจะเรียนรู้โทนเสียง จังหวะการพูดตนเองได้ดี ไม่ว่าอยู่ในสถานการณ์ใด งานประชุม นำเสนองาน พบปะลูกค้า สนทนากับกลุ่มเพื่อน คุณจะสามารถพูดได้ดีและดีเยี่ยมอย่างน่าทึ่ง 
          เราเกิดมามีโทนเสียงแตกต่างกัน แต่สามารถทำให้เสียง น่าฟัง น่าเชื่อถือได้ ซึ่งวิธีฝึกนั้นไม่ยากเกินไป ก่อนอื่น มาเรียนรู้การดูแลเสียงของเรา ให้มีความคมชัด พูดได้คล่องแคล่ว ซึ่งเป็นพื้นฐานข้อแรกในการฝึกใช้น้ำเสียง 

          การดูแลเสียงก่อนและหลังพูด 

           ออกกำลังกาย : แน่นอน หากร่างกายแข็งแรง เราจะมีพลังในการใช้เสียงมาก แต่หากเราเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย เจ็บป่วย ไม่สบาย คุณจะพบว่า น้ำเสียงมีลักษณะช้า ไม่กระตือรือร้น ผู้ฟังฟังแล้วเกิดความรู้สึกเกิดความเบื่อหน่าย ท้อแท้ตามผู้พูด วิธีออกกำลังกายที่ดีนั้น เช่น ว่ายน้ำ แอโรบิค โยคะ ถ้าไม่มีพื้นที่กว้างบริเวณรอบบ้าน เราสามารถออกกำลังกายในห้องได้ เช่น ซิทอัพ หรือวิดพื้น วันละ 100 ครั้ง นอกจากช่วยลดพุงแล้ว กล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งแรง ได้เหงื่อดี ปอดขยาย มีพลังอีกมากในการใช้น้ำเสียง ถ้าอยากได้บรรยากาศผ่อนคลาย เดินเร็วหรือวิ่งจ๊อกกิ้ง สบายๆพอมีเหงื่อ วันละ 30 นาที ระยะทางไกลพอควร 
         ฝึกหายใจ : การหายใจ ต้องฝึกให้เป็นจังหวะ มีความพอดี ปกติเราหายใจเข้า หายใจออกเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว แต่เมื่อใดก็ตามทีคุณต้องใช้น้ำเสียงพูด เป็นเวลานาน หรือเปล่งน้ำเสียงให้ดังกังวาน การหายใจนั้นสำคัญมาก ควรรู้จังหวะฝึกให้สัมพันธ์กับการพูด 
              - หายใจเข้า ฝึกหายใจเข้าอย่างช้าๆ ลึกๆ ขณะหายใจเข้า หน้าท้องจะพอง ขยายตัวออกเล็กน้อย ลองฝึกประจำทุกวัน จะพบว่าทำได้เองแบบธรรมชาติ 
              - หายใจออก ฝึกหายใจออก ช้าๆ ลึกๆ ขณะหายใจออกหน้าท้องแบนราบ แฟบลง สำหรับผู้ที่มีไขมันสะสมไว้หน้าท้องมากหน่อย ให้สังเกตว่าหน้าท้องยุบลงเล็กน้อย เมื่อหายใจเข้าหน้าท้องกลับมาเท่าเดิม 
              - ขณะพูด ฝึกหายใจเข้า หายใจออกและฝึกพูดไปพร้อมกับหายใจ อย่างธรรมชาติ ช่วงแรกๆ พบว่าหากเรามัวแต่ กังวลเรื่องจังหวะหายใจ และการขึ้นลงของหน้าท้อง เราจะพูดแบบไม่เป็นธรรมชาติ เสียงมีลักษณะเกร็งๆ เล็กน้อย ดังนั้น ข้อควรจำในช่วงฝึกใหม่ๆ จังหวะที่เราหายใจเข้า ไม่ควรพูด 

          คำถามคือ แล้วจะหยุดพูดช่วงหายใจเข้าอย่างไร ? 

          … ช่วงหายใจเข้านั้น เป็นช่วงที่แบ่งประโยคพูด เพื่อเริ่มต่อประโยค หรือใจความถัดไป ใช้เวลา ไม่เกิน 1-2 วินาที ในช่วงรอยต่อระหว่างประโยค จังหวะแบ่งการหายใจ ฝึกแรกๆอาจดูไม่คล่อง แต่เมื่อเคยชิน รับรองพูดปรื๋อเลยค่ะ 
          - พูดนานๆ เมื่อต้องใช้เสียงพูดนาน หรือเปล่งเสียงก้องนานๆ พลังในการพูดจะเริ่มลดลง วิธีการคือ ให้หายใจปกติตามธรรมชาติ ข้อห้าม สำหรับนักพูดที่ดี คือ ห้ามถอนหายใจขณะพูดในที่สาธารณะ ดูไม่สุภาพ ขาดความน่าเชื่อถือ เมื่อต้องพูดนานๆ หลายชั่วโมง 
          ผู้เขียนแนะนำ ให้ผู้พูด ดื่มน้ำอุ่นกลั้วคอพอดับกระหาย ไม่ดื่มอิ่มแปร้นะคะ ลดโทนเสียงดังลง 1 จังหวะ เพื่อถนอมเสียงให้มีความต่อเนื่องตลอดงาน หรือนักพูดบางท่าน จะมีเทคนิคการเบรคพักเสียงตนเอง ในขณะหนึ่ง เรียกว่า “ หยุดพูดแบบไม่หยุด” กล่าวคือ ใช้เทคนิค โยนคำถามแก่ผู้ฟัง เพื่อรอคำตอบจากผู้ฟังหลายกลุ่ม หรือการทำกิจกรรม ระหว่างพูด เช่น กิจกรรมกลุ่มแบบ Workshop สันทนาการต่างๆ เหล่านี้ ช่วยพักเสียงผู้พูดได้ดีทีเดียว แต่ระยะเวลาไม่ควรนาน เพราะจะดึงความน่าสนใจผู้พูดไป 
          พักผ่อน : เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญค่ะ เพราะหากร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ระบบในร่างกายจะไม่พร้อม 100 เปอร์เซ็นต์ เสียงไม่สดชื่น ดูเหนื่อยง่าย การพักผ่อนที่ดี คือ นอนหลับวันละ 8 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย หากเป็นไปได้ นอนก่อน 22.00 น. ถือว่าดีมาก เพราะเป็นช่วงเวลาที่ระบบในร่างกายได้พัก เพื่อชาร์ตแบตเตอรี่ในวันถัดไป แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ เพราะต้องเร่งงานหนัก นอนน้อยช่วงนั้น เป็นเวลาสั้นๆ ไม่ควรนอนน้อยไปกว่า 6 ชั่วโมง วันต่อไปต้องปรับโหมดการนอนเข้าสู่เวลาปกตินะคะ 
          เครื่องดื่มและน้ำเปล่า : สำคัญไม่แพ้ เรื่องอื่นใด คือ เครื่องดื่มที่ดื่มก่อนใช้เสียง ควรดื่มน้ำอุ่น หากเป็นไปได้ควรงดชา กาแฟ เพราะทำให้คอแห้งง่าย หากจำเป็นต้องดื่มชา กาแฟ กันง่วง (บางท่านติดงอมแงม ขาดกาแฟเหมือนร่างกายขาดสารกระตุ้นให้ตื่น) แนะนำให้ดื่มน้ำอุ่นตาม 1 แก้ว สำหรับนมนั้น ไม่ควรดื่มก่อนพูดเช่นกัน เพราะทำให้เกิดอาการเรียก ภาษาชาวบ้านว่า “ เหนียวในลำคอ” ทำให้การพูดไม่คล่อง ติดขัดได้ แต่หากจำเป็นจริง ให้ดื่มนมแล้วดื่มน้ำอุ่นตาม 1 แก้วเช่นกันค่ะ 
          อาหาร ของว่างที่ควรรับประทาน : ไม่ว่าคุณจะต้องใช้น้ำเสียง หรือวันพักผ่อนทั่วไป แนะนำทานอาหารว่าง ผลไม้กลุ่มวิตามินซีทุกวัน ผิวพรรณสวย เสียงใส ควรหลีกเลี่ยงอาหารเย็นจัด อาหารมัน อาหารทอดกรอบ อาหารร้อนจัด อาหารรสชาติเค็มปี๋ เปรี้ยวจี๊ด หวานแบบน้ำตาลเรียกพี่ หากหลีกเลี่ยงได้ คุณจะรักษาน้ำเสียงได้ดีตลอดทุกวัน สำคัญไปกว่านั้น คือสุขภาพดีตามมา อีกด้วย สำหรับใครที่ชอบพกพาลูกอม หมากฝรั่ง ยาอมชุ่มคอ ติดกระเป๋าประจำ ควรงดรับประทานของประเภทนี้ ยิ่งทำให้ลำคอเกิดอาการชา อักเสบ คอแห้งได้ง่าย 
ควรรับประทานอาหารแต่พอดี ไม่อิ่มแปร้พุงกางเกินพอดี อาจเกิดอึดอัดพุง แน่นท้อง หาวเรอ เอ้ออ้าตามมาเป็นได้ 
           ห้ามนอนเปิดแอร์เย็นจัด : ผู้อ่านคงแปลกใจว่า นอนเปิดแอร์ เกี่ยวอะไรกับเสียงพูด เกี่ยวข้องแน่นอนค่ะ เพราะอากาศเย็นมีผลต่อระบบทางเดินหายใจ ยิ่งนอนในห้องเปิดแอร์เย็นฉ่ำ ชื่นใจ วันรุ่งขึ้น คุณจะรู้สึกเหมือนเสียงแหบแห้ง มีอาการคัดจมูกได้ หากวันรุ่งขึ้นต้องใช้เสียงพูดนานๆ แนะนำให้นอนในห้องแอร์ธรรมชาติ (งดเปิดแอร์ ประหยัดไฟดีค่ะ) แต่ถ้าห้องนอนลักษณะทึบ ปิดกั้นลมตามธรรมชาติพัดเข้ามา คุณสามารถนอนเปิดแอร์ได้ เปิดอุณหภูมิไม่เกิน 25 องศา หาผ้าห่มนวมหนาๆ สิ่งของที่ลืมไม่ได้เวลาจัดกระเป๋าเดินทาง คือ ผ้าพันคอ ต้องมีไว้ติดกระเป๋าเดินทางตลอด พกพาไปทุกที่ เพื่อให้ความอบอุ่นร่างกาย รับรองตื่นขึ้นมาตอนเช้า คุณจะรู้สึกสดชื่น สบายตัว 
          งดใช้เสียง : ในการรักษาเส้นเสียงให้น่าฟัง นักร้องหลายท่านเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า เสียงยังทรงพลัง และไม่แตกกระเจิง เพราะเขาเหล่านั้นรู้จักรักษาเส้นเสียง การถนอมเสียงคือ งดใช้เสียงดังต่อไปนี้ 
               - งดการตะโกนดังๆ การตะโกนทำให้เส้นเสียงแตกง่าย บางรายต้องได้รับการผ่าตัดก็มี (โดยเฉพาะหัวหน้างาน ต่อไปต้องงดตะโกน ถามหางานหรือต่อว่าลูกน้อง ดังๆ ) ยืนคุยใกล้ๆ เรียกมาปรับความเข้าใจระยะรู้ใจ ดีกว่า “ตะโกนดังไปสามบ้านแปดบ้าน” 
              - งดตะโกนแข่งเสียงคู่ เหมือนนกเขาขันคู่ กล่าวคือ พูดเสียงดังแข่งกับเสียงรอบข้าง เช่นเสียงรถยนต์ , เสียงเครื่องจักรทำงาน , เสียงเพื่อนร่วมงานจับกลุ่มคุยกัน 
              - งดพูดเสียงสูง การพูดทั่วไป การตำหนิหรือการสั่งงาน ไม่จำเป็นต้องใช้เสียงสูงปรี๊ดแตก ยิ่งทำให้เส้นเสียงพังง่าย ความรู้สึกคนฟังก็พังลงเช่นเดียวกัน วิธีการที่ดี คือ น้ำเสียงผู้พูดกดเสียงลงหรือเพิ่มโทนเสียงตนเอง 1-2 จังหวะ เปลี่ยนเป็นเสียงสูงระดับ 1 หรือเสียงต่ำระดับ 1 อยู่ในจังหวะกำลังดี น้ำเสียงพูดทั่วไป เสียงธรรมดาไม่เหมาะกับการสั่งงานหรือการเจรจา ตำหนิ ติชมงาน 

             ฝึกน้ำเสียงให้ทรงเสน่ห์ 

          สำหรับ วิธีฝึกน้ำเสียงให้กลายเป็นผู้ทรงเสน่ห์นั้น ผู้เขียนขอเริ่มจาก ให้คุณผู้อ่าน 

          1. วิเคราะห์น้ำเสียง : ตัวคุณเอง เพื่อประเมินน้ำเสียงตัวเราว่า มีลักษณะโทนเสียงแบบใด จะได้ปรับน้ำเสียง ท่าทาง ให้เหมาะกับตนเอง มีความเป็นธรรมชาติ การพูดที่มีเสน่ห์ คือ พูดธรรมชาติ น้ำเสียงตรึงใจผู้ฟัง ท่าทางถูกจริตพองามสัมพันธ์กับเสียงพูด วิธีวิเคราะห์เสียง คือ ฝึกวิเคราะห์ลักษณะเสียงตัวเรา ว่าจริงๆแล้วคุณเองมีเสียงแบบไหน ใหญ่ เล็ก แหลม สูง 
ฝึกพูด บันทึกเสียงตนเองเพื่อฟัง ให้พูดประโยคทั่วไป ฝึกอ่านข้อความ เรื่องเล่า ในห้องโถงกว้างๆ (เหมือนการพูดคนเดียว น่ะแหล่ะ) เมื่อได้ยินเสียงตนเองหรือเปิดให้เพื่อนฟัง จะทราบทันทีว่าเสียงเราเมื่อได้ฟังแล้วเป็นเสียงแบบใด 
          2. ปรับโทนสูงต่ำเสียง : เมื่อวิเคราะห์แล้วว่า ตนเองมีพื้นฐานเสียงแบบใด ให้ฝึกปรับโทนเสียง ให้เสียงมีความดัง เบา สม่ำเสมอ ไม่พูดแบบท่องหนังสือ พูดดังเว่อวังเกินงาม หลักการ คือ พูดไปแล้วรู้สึกเสียงดังเป็นธรรมชาติ น่าฟัง ข้อนี้ ต้องฝึกเล่าเรื่อง ฝึกพูดในกลุ่มเพื่อน ในครอบครัว ยิ่งมีคนคอยฟัง ติชมด้วยยิ่งดี 
         3. ปรับจังหวะเว้นวรรคเสียง : คือการฝึกเว้นวรรคประโยค เว้นวรรคคำ ฝึกหยุดนิ่งบางช่วง จังหวะที่ต้องพูดในเรื่องที่กระทบต่อความรู้สึกผู้ฟัง ในข้อนี้ ผู้พูดควรฝึกหยุดชั่วขณะหนึ่ง แสดงสีหน้า ท่าทางไปพร้อมกับการฝึกหายใจที่ถูกต้องควบคู่กัน แบบธรรมชาติไม่ดูแสร้งทำ เพราะคนฟังรู้สึกได้ค่ะ 
         4. เปลี่ยนน้ำเสียง : คือ การฝึกเพื่อเปลี่ยนน้ำเสียง ที่เราเป็นอยู่ ให้มีความคมชัด หนักแน่น ยิ่งใหญ่ น่าหลงใหล ชวนคล้อยตาม ในข้อนี้ไม่ใช่การฝึกเลียนแบบเสียงใคร ไม่ต้องผ่าตัดกล่องเสียงให้วุ่นวาย แต่เป็นการนำเสียงตนเอง ที่สวรรค์สร้างมาคู่กับเราแต่เกิด ปรับเปลี่ยนให้เป็นธรรมชาติ สะกดใจผู้ฟัง มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง บางคนเกิดมาน้ำเสียงเล็ก ใหญ่ แหลม เสียงแหบ ต่างกัน เหล่านี้ ไม่ใช่อุปสรรคหรือปัญหา สามารถแก้ไขได้ ไม่จำเป็นต้องเกิดมาเสียงหล่อ เสียงสวยเหมือนใคร 
          วิธีเปลี่ยนเสียง คือ ฝึกให้น้ำเสียงมีความหนักแน่น เสียงนิ่ง มีความก้องกังวาน ฐานเสียงกว้าง ปรับเสียงใหญ่ให้เป็นเสียงทุ้ม ปรับเสียงเล็กเปลี่ยนให้เป็นน้ำเสียงดัง มีช่องเสียงกว้างสม่ำเสมอ ปรับเสียงแหบให้ชวนฟังมีน้ำเสียงหนักเบา เน้นประโยคที่สำคัญ 
เรื่องเปลี่ยนเสียงนี่ หลายท่านบอกผู้เขียนว่ายาก จริงๆไม่ยาก แต่ต้องอาศัยการฝึกฝนการอ่านมากๆ อ่านหนังสือทุกวัน ฝึกอ่านเรื่องที่หลากหลาย (อ่านเกินวันละ 7 บรรทัดนะคะ) ฝึกพูดนำเสนองาน นำเสนอในห้องประชุม ฝึกแสดงความคิดเห็น พูดต่อหน้าสาธารณชนจำนวนมากบ่อยๆ หากไม่มีพื้นที่ฝึกจริงๆ แนะนำ ฝึกพูดในห้องน้ำ พูดใต้ต้นไม้ ยืนคุยกับธรรมชาติ ( ระวัง ข้อนี้นิดหน่อย ใครเห็นและไม่เข้าใจ อาจคิดว่า เราไม่เต็มเต็ง ) ฝึกยืนอ่านบทวิพากษ์วิจารณ์ในปัจจุบันบ่อยๆ ประจวบกับการประสานท่วงท่าที่สัมพันธ์กับน้ำเสียงในเรื่องที่พูด รับรองสะกดใจผู้ฟังแน่นอน 
          5. หาระดับความดังสุด เบาสุดของเสียง : ฝึกพูดดังๆเพื่อหาจุดที่เราคิดว่า ผู้ฟังได้ยินพอดี ไม่ดูตะโกนมากไป จุดเสียงดังสุดและเสียงเบาสุด (พูดดังแบบผู้ฟัง จำนวนผู้ฟัง 50 คนขึ้นไปได้ยิน พูดเบาแบบ จำนวนผู้ฟัง 10 คนได้ยิน) 
          เล่ากันมาพอควรแล้ว สำหรับหลายท่านที่สนใจ เรื่องวิธีพูดสร้างเสน่ห์ในโอกาสต่างๆ หากมีเวลา ผู้เขียนจะมาเล่าให้ฟังโอกาสหน้าค่ะ วันนี้ลองไปเริ่มฝึกดูแลเสียง ฝึกวิเคราะห์เสียงตนเอง ฝึกพื้นฐานทั่วไปด้านการพูดก่อนค่ะ ในครั้งหน้า เสียงที่คุณพูดมาตั้งแต่เกิด แต่ละลักษณะเช่น เสียงสูง เล็ก ใหญ่ พูดรัว เสียงแหบ บ่งบอกถึง ตัวคุณเป็นคนแบบใด วิธีปรับแก้แบบไหนเหมาะสม ดูมีเสน่ห์ให้คนเหลียวหลังมอง ขอติดไว้ก่อนนะคะ?  

บทความ  อบรม  การพูด  หลักสูตร  training  น้ำเสียง  หัวหน้างาน  สร้างเสน่ห์  นักพูด  โทนเสียง 

 จังหวะ  ฝึกพูด  ผู้บริหาร  สะกดใจ