วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เที่ยวกาญจน์กันไหมอยู่ใกล้กรุงเทพ

          ไม่ต้องเดินทางไปไหนไกล มาจังหวัดกาญจนบุรีท่านจะพบกับบรรยากาศอันแสนสบาย โอบล้อมด้วยธรรมชาติ อันแสนสวยงาม หากมาเที่ยวที่นี่แล้วพลาดไม่ได้ที่ต้องมาค้างคืน เพื่อเที่ยวชมทั้งน้ำตก ล่องแพริมน้ำ ชมวัดวาอาราม สถานที่สำคัญอันงดงาม ทางรถไฟสายมรณะ ที่มีมนต์ขลังของความน่าสนใจ ใครมาเยี่ยมชมต้องหวนคิดถึงย้อนกลับมาอีกครั้ง 
          วันนี้ ฟินิกซ์จึงขอพาทุกท่านมารู้จักกับเมืองกาญจน์ เมืองที่มีสีสันแห่งวัฒนธรรมที่หลากหลาย อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพ ต้องกระซิบว่า “ขนมอร่อย คนกาญจน์น่ารัก” 



          น้ำตกไทรโยคน้อย อยู่ริมถนนสายหลักที่เป็นทางผ่านจากตัวเมืองไปยังถนนเส้นทองผาภูมิ - สังขละบุรี เป็นน้ำตกที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก บริเวณริมน้ำตกมีร้านอาหารให้นั่งพักผ่อน ถนนฝั่งตรงข้ามน้ำตกมีร้านสะดวกซื้อ ร้านค้า ร้านอาหารบริการมากมาย 

          วัดถ้ำเสือ เป็นวัดที่มีชื่อเสียง และถือว่าเป็นวัดที่มีพระที่มีองค์ใหญ่ที่สุดในจังหวัดกาญจนบุรี พระเจดีย์ที่มีความสวยงามโดดเด่น สามารถมองเห็นได้จากในระยะไกล เพราะตั้งอยู่บนเนินเขา ใครที่มาเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรี สามารถแวะเยี่ยมชมวัด สักการะพระบรมสารีริกธาตุภายในพระเจดีย์เกศแก้วปราสาท และนมัสการหลวงพ่อชิน 


           น้ำตกไทรโยคใหญ่ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีคนมาเที่ยวเป็นจำนวนมากในแต่ละปี ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพราะสามารถเดินทางได้ทั้งทางบก และทางน้ำ บางคนมาเที่ยวแพล่อง ก็จะต้องแวะมาที่น้ำตกไทรโยคนี้ เพราะเป็นน้ำตกที่แปลกกว่าน้ำตกที่อื่นๆ ตรงที่ น้ำตกจะไหลจากลำธารแล้ว ท้ายสุดจะมาลงยังชะง่อนหินสุดท้ายสู่ลำน้ำแควน้อย 





          น้ำตกเอราวัณ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของจังหวัดกาญจนบุรี แต่ละวันมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเป็นจำนวนมากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ น้ำตกมีความสวยงามอยู่ท่ามกลางป่าธรรมชาติ เดินไปยังน้ำตกไม่ไกล ไม่ลำบาก น้ำใส และมีแอ่งน้ำเหมาะกับการเล่นน้ำท่ามกลางแมกไม้ มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายสำหรับนักท่องเที่ยว สามารถโดยสารรถประจำทางไปได้ และอยู่ไม่ไกลจากตัวจังหวัดเมือง กาญจน์มากนัก 
น้ำตกเอราวัณ ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเอราวัณ อำเภอศรีสวัสดิ์ อยู่ในแนวลำน้ำแควใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 600 ตารางกิโลเมตร อยู่บนทางหลวงหมายเลข3199 ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวกับทางไปเขื่อนศรีนครินทร์ 
          น้ำตกเอราวัณ เดิมชื่อ "น้ำตกสะด่องม่องลาย" ที่ได้มาจากต้นน้ำ ชื่อลำธารม่องไล่ และห้วยอมตะลา น้ำตกเอราวัณเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ สายน้ำไหลลงมาจากยอดเขาสูง ผ่านโขดหินผา และป่าที่ปกคลุมด้วยแมกไม้นานาชนิด มารวมกันเป็นแอ่งน้ำเป็นช่วงๆ ทำให้เกิดเป็นชั้นของนำ้ตก ที่มีความสวยงามแตกต่างกันไป น้ำตกมีด้วยกันทั้งหมด 7 ชั้น มีชื่อเรียกแต่ละชั้นคล้องจองกัน จากชั้นแรกถึงชั้นที่เจ็ดคือ "ไหลคืนรัง วังมัจฉา ผาน้ำตก อกนางผีเสื้อ เบื่อไม่ลง ดงพฤกษา ภูผาเอราวัณ" น้ำตกแต่ละชั้นมีระยะทางแตกต่างกันตั้งแต่ ชั้นต้นๆ เดินไปแค่ไม่กี่ร้อยเมตร จนถึงชั้นบนสุด 1,520 เมตร ซึ่งต้องใช้เวลาเกือบชั่วโมงในการเดินผ่านป่าขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุด เป็นหน้าผาทะลุเปิดโล่ง บางช่วงค่อนข้างลำบาก ชัน และลื่นบ้าง ชั้นบนสุดหลายคนบอกว่ารูปร่างผามองดูแล้วคล้ายกับหัวช้างสามเศียรเอราวัณ จนเป็นที่มาของชื่อน้ำตกเอราวัณ 



          อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ เป็นการศึกษาโบราณสถานที่ทรงคุณค่า มีอายุกว่า 800 ปี ได้เห็นถึงอิทธิพลของขอมในอดีต และเรียนรู้ความเป็นมาจากสถาปัตยกรรมการสร้างปราสาทขอม สถานที่ตั้งอยู่ที่อำเภอไทรโยค จ.กาญจนบุรี 


          น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น หรือ "น้ำตกห้วยขมิ้น" เป็นหนึ่งในน้ำตกที่สวยงามที่สุดในประเทศไทย ด้วยความงามของม่านน้ำตกที่ไหลลดหลั่นกันลงมาเป็นชั้นเล็กชั้นน้อย บรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยป่าเขา และต้นไม้นานาพันธุ์ที่มีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ทำให้นักท่องเที่ยวหลายคนต่างติดใจจนแวะมาเที่ยวน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นหลายต่อหลายครั้ง 
          น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ตั้งอยู่ที่ตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ เป็นพื้นที่ที่ยังคงเป็นป่าที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ สมัยก่อนการเข้าไปถึงตัวน้ำตก ทำได้ยาก ต้องผ่านเส้นทางที่ลำบาก ต้องใช้รถโฟว์วิล หรือขับรถอ้อมอ่างเก็บน้ำเพื่อข้ามแพขนานยนต์จากฝั่งตัวอำเภอศรีสวัสดิ์ มายังฝั่งน้ำตก ปัจจุบันมีเส้นทางลาดยางที่รถยนต์สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น ทำให้ผู้คนต่างมาเที่ยวชมน้ำตกกันอย่างไม่ขาดสาย 
         น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น มีต้นน้ำมาจากเทือกเขากะลา น้ำตกอยู่ทางทิศตะวันออกของอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ เป็นน้ำที่ไหลมาจากลำห้วยแม่ขมิ้น ไหลผ่านเรื่อยลงมายังชั้นหินปูนที่ละลายปนมากับน้ำ เมื่อสายน้ำไหลผ่านความลาดชัน และสิ่งกีดขวางที่ทำให้น้ำเกิดการชะลอตัว ทำให้หินปูนตกตะกอนสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ จนลดหลั่นกันเป็นขั้นบันไดธรรมชาติ และเกิดเป็นชั้นน้ำตกที่สวยงาม 


          พระเจดีย์พุทธคยา เป็นปูชนียสถานที่สำคัญคู่กับวัดวังก์วิเวการาม เป็นเจดีย์องค์ใหญ่นี้ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาใกล้ริมฝั่งแม่น้ำ มีสีเหลืองทอง สามารถมองเห็นได้จากแม่น้ำซองกาเลีย ภายในองค์เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ จึงเป็นเจดีย์ที่มีผู้คนมาสักการะ บูชาองค์เจดีย์ที่เสมือนเป็นสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนา เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต เจดีย์พุทธคยายังเป็นศูนย์กลางในการประกอบพิธีในวันสำคัญทางพุทธศาสนาและงานเทศกาลเช่น งานวันสงกรานต์ 
          เจดีย์พุทธคยา ตั้งขึ้นอยู่ไม่ไกลจากวัดวังก์วิเวการาม ห่างไปประมาณ 650 เมตร เริ่มสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2521 ริเริ่มโดยหลวงพ่ออุตตมะ ด้วยความตั้งใจของหลวงพ่อที่จะจำลองจากเจดีย์พุทธคยา ซึ่งเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ในประเทศอินเดีย มาไว้เป็นศูนย์กลางสำหรับชาวพุทธที่อยู่รวมกันได้โดยไม่แยกเชื้อชาติ ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างทั้งหมด ได้รับจากเงินบริจาคของพุทธศาสนิกชนที่เลื่อมใส ศรัทธาในหลวงพ่ออุตตมะ ซึ่งบริจาคมาทั้งที่เป็น เงินสด ทองคำ และวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง ใช้แรงงานคนมอญทั้งผู้ชายและผู้หญิงในหมู่บ้านประมาณ 400 คน ช่วยกันเผาอิฐมอญจำนวน 260,000 ก้อน ต่อมา พ.ศ. 2525 เจดีย์ได้ถูกเสริมให้เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก 





          วัดใต้น้ำ หรือวัดจมน้ำ คือวัดวังก์วิเวการามเดิม ซึ่งกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ถือว่าเป็น Unseen Thailand เพราะมีความแปลกที่มีซากโบราณสถานจมอยู่ใต้น้ำ เป็นสถานที่เล่าขานถึงตำนานความเป็นมาของวัดหลวงพ่ออุตตมะ จนหลายคนเรียกกันว่าเมืองบาดาล นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวในช่วงฤดูร้อน ตั้งแต่ประมาณเดือนมีนาคม - เมษายน เป็นช่วงหน้าแล้ง น้ำหลังเขื่อนลดลงมาก จะสามารถเดินเข้าไปเยี่ยมชมโบสถ์เก่าได้ ณ บริเวณสามประสบ ส่วนคนที่มาเที่ยวช่วงปลายฝนต้นหนาว ตั้งแต่ประมาณตุลาคม - มกราคม อาจจะได้เห็นแค่บางส่วนของตัวโบสถ์ที่โผล่พ้นน้ำ หรือบางทีก็จมน้ำเป็นเมืองบาดาล จะมีให้เห็นก็เพียงแต่ยอดหอระฆังเดิมเท่านั้นที่สูงพ้นน้ำ 
           วัดวังก์วิเวการามเดิมนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2498 เป็นวัดที่เกิดจากพลังความเลื่อมใสศรัทธาต่อหลวงพ่ออุตตมะ จุดที่ตั้งของวัดนี้ อยู่ในบริเวณที่เรียกว่า สามประสบ คือบริเวณเนินที่มีแม่น้ำสามสายมาบรรจบกัน คือ แม่น้ำบิคลี่ ซองกาเลีย และรันตี มารวมกันเป็นแม่น้ำแควน้อย 
          ในปี พ.ศ. 2527 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มีโครงการสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อเขื่อนเขาแหลม เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งเมื่อเก็บกักน้ำหลังเขื่อนแล้ว ระดับน้ำเพิ่มขึ้นจนท่วมตัวอำเภอเก่า ในพื้นที่กว่า 1,000 ไร่ หมู่บ้านชาวมอญอีกกว่า 1,000 หลังคาเรือน รวมถึงวัดวังก์วิเวการามเดิม ทางการจึงได้อพยพชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ ออกจากบริเวณที่น้ำท่วม และย้ายวัดมาอยู่บนเนินเขาด้านฝั่งตะวันตกของลำน้ำแควน้อย ในปัจจุบัน บริเวณวัดเดิม ถูกปล่อยให้จมอยู่ใต้น้ำ เป็นที่รู้จักกันในนามของ "วัดใต้น้ำ" หรือ เมืองบาดาล ซึ่งกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญในแบบ Unseen Thailand 




          สะพานข้ามแม่น้ำแคว ถือเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดกาญจนบุรี แต่ละวันมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มาเที่ยวชมมากที่สุด ใครมาเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรีแล้ว ยังไม่เคยได้ไปเดินบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำแคว หรือยังไม่ได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับสะพานข้ามแม่น้ำแคว เรียกได้ว่ายังมาไม่ถึง 

          ถ้ำกระแซ ถือเป็นจุดชมวิวที่โด่งดัง และเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดี เพราะถือว่าเป็นจุดที่สวยที่สุด และอันตรายที่สุดของเส้นทางรถไฟสายกรุงเทพฯ - น้ำตก หรือที่เรียกกันว่า "เส้นทางรถไฟสายมรณะ” (The Death Railway) ในแต่ละวันมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติแวะเวียนมาเพื่อมาชมวิวเส้นทางรถไฟสายมรณะบริเวณถ้ำกระแซนี้ เป็นจำนวนมาก สำหรับผู้ที่ต้องการมาเที่ยวชม สามารถมาได้ทั้งทางรถยนต์ และทางรถไฟ เพราะบริเวณถ้ำกระแซยังเป็นสถานีรถไฟ สำหรับจอดรับส่งผู้โดยสาร 
          ถ้ำกระแซ ตั้งอยู่ในอำเภอไทรโยค เป็นถ้ำเล็กๆ อยู่ริมหน้าผาใกล้กับทางรถไฟ เคยเป็นที่พักของเชลยศึก ในช่วงที่มีการสร้างทางรถไฟสายมรณะ ไทย-พม่า เส้นทางรถไฟบริเวณนี้ที่ถือว่า เป็นจุดอันตรายที่สุดในการก่อสร้างทางรถไฟ เพราะเป็นการสร้างทางตัดผ่านหน้าผาหินสูงชัน อีกฝั่งเป็นเหวลึกสู่ลำน้ำแควน้อย ในช่วงเส้นทางประมาณ 400 เมตรนี้ มีความลำบากในการก่อสร้างเป็นอย่างมาก เพราะการสร้างเส้นทางรถไฟสายนี้ ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่ได้ใช้อุปกรณ์เครื่องจักรที่ทันสมัย มีเพียงเครื่องไม้เครื่องมือแบบชาวบ้าน จอบ สิ่ว ค้อน ขวานธรรมดา ทำโครงสร้างด้วยไม้ ด้วยสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากในการก่อสร้าง การเผชิญกับโรคภัยต่างๆ และการขาดแคลนอาหาร ทำให้กายเป็นโศกนาฏกรรมทางสงคราม ที่มีแรงงานและเชลยศึกต้องจบชีวิตลง นับหมื่นนับพันคนในช่วงการสร้างทางรถไฟนี้ 
          การที่จะสัมผัสถึงเส้นทางรถไฟสายมรณะจริงๆ เป็นการเดินทางด้วยรถไฟ เพราะเมื่อรถไฟผ่านเส้นทางก่อนถึงสถานีถ้ำกระแซ รถไฟจะชะลอความเร็วลง เพื่อความปลอดภัย เพราะโครงสร้างสะพานยังคงเป็นโครงไม้ดั้งเดิม และทำให้ได้ชมวิวที่สวยงาม จากทางฝั่งแม่น้ำแควใหญ่ที่ไหลอยู่ด้านล่าง 



          สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรัก ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า "ป่าช้าอังกฤษ"หรือ "สุสานฝรั่ง" เป็นอนุสรณ์สถานแห่งหนึ่งที่เปิดให้เข้าเยี่ยมชม เพื่อรำลึกถึงผู้ที่สูญเสียในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่เป็นเชลยศึกสงครามในครั้งนั้น สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรัก ตั้งอยู่บนถนนแสงชูโต อำเภอเมือง เยื้องๆ กับสถานีรถไฟกาญจนบุรี 
สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2488 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง มีพื้นที่ประมาณ 17 ไร่ เป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านได้อุทิศให้เป็นสถานที่บรรจุศพทหารเชลยศึกบางส่วนที่เสียชีวิตในระหว่างการสร้างทางรถไฟจากกาญจนบุรีไปถึงพม่า สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรัก เป็นหนึ่งในอีกหลายแห่ง ที่เป็นที่ฝังศพของผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์สร้างทางรถไฟแห่งนี้ ที่สุสานนี้มีหลุมศพถึง 6,982 หลุม เป็นศพของชาวต่างชาติ ที่เป็นเชลยศึก ชาวบ้านจึงเรียกกันติดปากว่า ป่าช้าอังกฤษ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสุสานนี้มีเฉพาะศพชาวอังกฤษ ยังมีเชลยศึกจากประเทศอื่นๆ ด้วยเช่น อเมริกา เนเธอร์แลนด์ และออสเตรเลีย 
          พื้นที่ในสุสานจัดแต่งแบบโล่งกว้าง เป็นพื้นสนามหญ้า ปลูกต้นไม้ และดอกไม้ประดับโดยรอบบริเวณ บริเวณหลุมศพ มีแผ่นป้ายจารึกชื่อ อายุ ประเทศของผู้เสียชีวิต และคำไว้อาลัยต่อผู้ล่วงลับ โดยรอบสถานที่ได้รับการดูแลรักษาอย่างสวยงามสะอาดตา ผู้เข้ามาเยี่ยมชม หรือต้องการแสดงความไว้อาลัย สามารถเดินชมในบริเวณทางเดินระหว่างหลุมศพได้ 
ทุกวันที่ 25 เมษายน ของทุกปี ถือเป็นวัน Anzac Day รัฐบาลออสเตรเลีย จะมาประกอบพิธีเพื่อระลึกถึงผู้ที่ล่วงลับ จากเหตุการณ์สงคราม มีการกล่าวคำไว้อาลัย วางพวงหรีด และยืนสงบนิ่งเพื่อไว้อาลัย 

ขอบคุณข้อมูลและภาพ 
http://www.kanchanaburi.co/th 
https://th.wikipedia.org 
http://www.edtguide.com/review/420864 
picture facebook Sangklaburi 



ติดตามบทความได้ที่ www.ophconsultant.com
โดย อ.วีย์รฎา

วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2559

จัดปฐมนิเทศใช้เกมและกิจกรรมอะไรดี


          การปฐมนิเทศพนักงานใหม่ ฝ่ายจัดกิจกรรมย่อมประเมินงบประมาณที่เกิดขึ้น ผลดี ผลเสียในการจัดแต่ละครั้ง ไม่ต่างไปจากการประเมินความคุ้มค่าในการจัดกิจกรรมแต่ละครั้งในองค์กร การปฐมนิเทศถือเป็นแผนสำคัญในการปลุกพลังบุคลากรใหม่ ให้มีความตื่นตัว มีความรู้พื้นฐาน ก่อนลงมือปฏิบัติงานจริง รวมทั้งช่วยส่งเสริมกำลังใจในการทำงาน 
          หากผู้รับผิดชอบในการOrientation มีการประเมินผลกิจกรรมแต่ละครั้ง มีการติดตาม (Follow up) พนักงานใหม่อย่างต่อเนื่อง จะทำให้ทราบถึงแต่ละขั้นของการทำงานพนักงานใหม่ ทราบปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงานหรือร่วมงาน 
          หลายกลุ่มที่ทำงานด้านการปฐมนิเทศ มักมองการจัดตารางอบรมพนักงานใหม่เป็นหน้าที่งาน ต้องมีการอบรมทุกครั้ง มีหัวข้อการอบรมตามที่เคยมีมา แต่ไม่มีการปรับเปลี่ยน อิงตามนโยบาย เศรษฐกิจ ค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กร ทำให้การจัดแต่ละครั้งมีรูปแบบเดิมๆ ลักษณะการบรรยาย 
          ซึ่งผู้เขียนได้แนะนำ วิธีการ Orientation แบบ 1 3 5 1 ไปแล้วในบทก่อนหน้านี้ สามารถนำมาพัฒนา แต่งเติมให้เหมาะสมกับรูปแบบงาน รูปแบบองค์กร โดยเน้นผู้เข้ารับการปฐมนิเทศให้มีการกิจกรรมแบบลงมือทำ โดยผู้จัดกิจกรรมมีการติดตามผล P D C A หลังจบกิจกรรมไปแล้วอย่างต่อเนื่อง 
          ไม่กำหนดระยะเวลา ขึ้นอยู่กับ การตีกรอบความจำเป็นที่ผู้จัดเห็นควร เช่น ติดตามรายสัปดาห์ รายเดือน ทุก 3 เดือน ทุก 6 เดือน จนกระทั่งครบปี เป็นต้น 
กิจกรรมที่ควรเลือกใช้ในการจัดปฐมนิเทศ ควรมีเกมและกิจกรรมพัฒนาทีมงาน เข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อช่วยปลุกพลังการทำงาน สู่ความเป็นทีมเวิร์ก ในอนาคต 
วันนี้ผู้เขียนขอยกตัวอย่างกิจกรรมที่สามารถนำมาใช้ในการปฐมนิเทศได้ 1 กิจกรรม 

          กิจกรรม “คลิปเป็นห่วง” 



ประโยชน์ 

          เป็นกิจกรรมละลายพฤติกรรม เสริมความคิดสร้างสรรค์ ก่อให้เกิดความสามัคคีในทีม เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน 

อุปกรณ์ 

          คลิปหนีบกระดาษคนละ 2 ตัว 
          กระดาษขาวสี่เหลี่ยม 
          ปากกาเขียนชื่อ 

แบ่งทีม 

          3-5 ทีม เท่าๆกัน ทีมละ5-10 คน 

จำกัดเวลา 

         5 นาที 

สถานที่ 

         ที่โล่งหรือห้องประชุม ตามขนาดสมาชิก 

วิธีเล่น
         1. แบ่งสมาชิกให้เท่ากันทุกทีม โดยสมาชิกที่เหลือคอยช่วยเชียร์ให้กำลังใจ
         2. แต่ละทีมยืนเรียงแถว แจกคลิปหนีบกระดาษคนละ 2 ตัวและกระดาษขาวขนาด 3x3 นิ้วคนละ 1 แผ่น ให้เขียนชื่อเล่นตนเองไว้ในกระดาษ 
         3.เมื่อได้รับสัญญาณนกหวีด ให้คนแรกในทีมเริ่มร้อยคลิปแต่ละคนต่อกันให้เป็นห่วงโซ่ จนถึงคนสุดท้ายของทีม ให้ยาวที่สุด 
         4.โดยมีข้อแม้ว่า จะต้องมีกระดาษที่เขียนชื่อเล่นของแต่ละคนอยู่ในห่วงโซ่นั้นด้วยทุกแผ่น (ห้ามกระดาษขาด) แต่ไม่ระบุว่าต้องร้อยกระดาษอย่างไร 
         5.ทีมใดร้อยเสร็จก่อน ให้ยกมือขึ้นพร้อมพูด “คลิปเป็นห่วงแล้ว” 
         6. ทีมที่ชนะคือทีมที่ร้อยคลิปเป็นห่วงโซ่ได้สมบูรณ์แบบและยาวที่สุด 
         7.กรรมการใช้ไม้บรรทัดหรือตลัปเมตรวัดและบันทึกลงกระดาน 
         8.มอบรางวัลผู้ชนะ 

        ผลลัพธ์จากกิจกรรม กิจกรรมนี้ทำให้เพื่อนที่คอยเชียร์ช่วยลุ้น ถือเป็นการกระตุ้นให้กำลังใจ อีกทั้งส่งเสริมความสามัคคีในหมู่คณะ ทำให้ผู้เล่นเกมมีความสนุกสนาน รู้จักกันมากขึ้น ไม่สิ้นเปลืองทรัพยากร สามารถเก็บคลิปไว้จัดครั้งต่อไปหรือนำไปใช้หนีบกระดาษได้ดังเดิม 
ประยุกต์กิจกรรม สามารถประยุกต์การใช้คลิปเปลี่ยนเป็นยางวง หรือเปลี่ยนกระดาษได้ตามความเหมาะสม จำนวนผู้เล่นยิ่งมาก ยิ่งทำให้เพิ่มความสนุกสนาน แต่ไม่ควรเกินกลุ่มละ 20 คน 

คำถามชวนคิด 
กรณีพนักงานใหม่ จำนวน 3 -10 คน ควรจัดเกมหรือกิจกรรมหรือไม่ เพราะเหตุใด ? 
……………………………………………………………………………………

ขอบคุณภาพจาก 
www.Parents.com 
www.123rf.com 


ติดตามบทความได้ที่ www.ophconsultant.com
โดย อ.วีย์รฎา

กำจัดใยแมงมุมง่ายนิดเดียว


          “แมงมุมขยุ้มหลังคา แมวกินปลาหมากัดกระพุ้งก้น” เคยได้ยินแต่เด็ก คุ้นๆกันบ้างไหมเอ่ย แมงมุมบางชนิดมีพิษร้ายแรง อาจถึงแก่ชีวิต ซึ่งในประเทศไทยพบทั้งหมด 3 ชนิด ได้แก่ แมงมุมแม่ม่ายสีน้ำตาล พบกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย แมงมุมแม่ม่ายหลังเพลิง พบกระจายไม่มาก ซึ่งค้นพบครั้งแรกที่ จ.ฉะเชิงเทรา และชนิดสุดท้าย คือแมงมุมสันโดษเมดิเตอร์เรเนียน พบเฉพาะในถ้ำ ภายในเขตพื้นที่โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องจากพระราชดำริฯ ซึ่งหากได้ติดตามข่าวจะพบว่าเคยมีผู้เสียชีวิตจากการได้รับภาวะแทรกซ้อนและพิษโดยตรงของแมงมุม ซึ่งทุกคนก็อย่าเพิ่งตื่นตระหนกไปครับ ฟินิกซ์เองมีวิธีการหลีกเลี่ยง แหล่งสร้างรังเจ้าแมงมุมสารพัดชนิดมาฝาก 
          โดยปกติ แมงมุม (Spider) จัดเป็นสิ่งมีชีวิตพวกสัตว์ขาปล้อง หรืออาร์โธพอด เช่นเดียวกับแมลง กิ้งกือ ปู จัดอยู่ในอันดับ Araneae มีรูปทรง ลักษณะ และขนาดแตกต่างหลากหลายกันออกไป บางชนิดมีลำตัวที่กว้างมาก บางชนิดมีรูปร่างที่เพรียวยาว ขณะที่บางชนิดกลับมีรูปร่างที่คล้ายกับสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตประเภทอื่น เช่น มด หรือปู เพื่อใช้ในการพรางตัว 
          แมงมุม ถูกค้นพบแล้วกว่า 40,000 ชนิด จะกินแมลง หาอาหารตามธรรมชาติ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์ ยกเว้น เราไปเข้าใกล้แหล่งอาหารหรือสัมผัสรังใยแมงมุม อาจถูกแมงมุมกัดได้ ทางที่ดี ควรระมัดระวังไม่เข้าไปในป่าทึบ ปิดบ้านให้มิดชิด ทำความสะอาดบ้านไม่ให้เป็นแหล่งสร้างรังแมงมุม ป้องกันแมงมุมเข้าบ้าน
          วันนี้ฟินิกซ์ขอนำผู้อ่านทุกท่านมารู้จักกับวิธีกำจัดเจ้าสายใย ยืดยาวอย่างใยแมงมุม หรือเรียกตามท้องถิ่นว่า “หยากไย่”มาฝากกันครับ เพื่อบ้านของทุกคนจะได้สะอาดสดใส ปราศจากสายใยตาข่าย รกรุงรัง 

          10 วิธีกำจัดใยแมงมุม 

          1. ทำความสะอาดบ้านเป็นประจำ 

          แน่นอน แมงมุมชอบทำรังในที่มุมห้อง มุมโต๊ะ ตู้เตียง ที่มีฝุ่นละออง โดยเฉพาะหากบริเวณบ้านนั้นมีรอยแตกร้าว เป็นรู ช่อง สามารถเป็นทางเชื่อมออกไปหาแหล่งอาหารของแมงมุมนอกบ้าน ยิ่งทำให้แมงมุมสร้างใยจำนวนมาก ทางที่ดีหมั่นทำความสะอาดบ้านเป็นประจำ พร้อมปิดบ้านให้มิดชิดป้องกันแมงมุมเข้ามาทำรัง 

          2. เลี้ยงแมวไล่แมงมุม 

          เจ้าแมวเหมียวที่ท่านเลี้ยงไว้นอกจากช่วยจับหนู แมลงสาบ จิ้งจกแล้วยังเป็นยามในบ้านชั้นดีที่ช่วยวิ่งไล่จับแมงมุม ทำให้แมงมุมไม่กล้ามาทำรังภายในบ้านอีก ต้องบอกว่าคุณประโยชน์น้องแมวนี่มหาศาลนะครับ เพราะบรรดาแมงมุมจะหวาดกลัว น้องแมวเหมียวจะจับแมงมุมมาขยุ้มหัวใจเล่น แมงมุมเตลิดไปไกลทีเดียว 

          3. อร่อยกับเกาลัดก็เหลือไว้บ้างนะ

         นอกจากเกาลัดจะมีรสชาติ อร่อยสุโก่ยแล้วยังมีประโยชน์ที่แฝงมากับกลิ่นเกาลัด ทำให้แมงมุมไม่ชอบเอามากๆเลยทีเดียว นำเกาลัดไปวางตามมุม ซอกหรือจุดที่คิดว่าอาจเป็นแหล่งสร้างใยแมงมุม เจ้าแมงมุมก็จะไม่มากวนใจอีกเลย แต่ต้องระวังน้องมดมาก่อกวนเกาลัดแทนนะครับ 

         4. ใช้เกลือดูดความชื้น 

         เกลือนอกจากเป็นส่วนผสมของการปรุงอาหาร หมักดอง โรยหน้าสารพัดอาหารคาวหวาน เกลือมีคุณสมบัติช่วยดูดซับความชื้น ป้องกันการมาทำรังของแมงมุม เพราะเมื่อไม่มีความชื้นแมงมุมจะสร้างใยไม่สำเร็จ “มันท้อแท้” ครับ โดยนำเกลือใส่ถุงตาข่ายหรือใส่ชามใบเล็กใปวางตามจุดต่างๆ ใกล้แหล่งสร้างใย วิธีนี้ก็ช่วยได้ผลดีทีเดียว 

         5. สเปรย์น้ำส้มสายชู 

         นำน้ำส้มสายชูยี่ห้อใดก็ได้ผสมให้เข้ากับน้ำมันมะพร้าวเพื่อการรวมตัวของกลิ่นที่สมบูรณ์แบบ แล้วใส่ขวดแบบหัวฉีดสเปรย์ นำมาฉีดพ่นตามจุดอับ มุมต่างๆ แค่นี้แมงมุมก็ไม่กล้ามาทำรังแล้ว เพราะแมงมุมไม่ชอบกลิ่นเปรี้ยวเอามากๆ รับรองแมงมุมโกยอ้าว !ไปจากบ้านแน่นอน บ้านอาจมีกลิ่นอมเปรี้ยวผสมผสานกลิ่นหอมน้ำมันมะพร้าวแทน 

         6. สเปรย์เปปเปอร์มินต์ 

         ซึ่งเปเปอร์มินต์สกัดมาจากสมุนไพรในจำพวกสะระแหน่ มีกลิ่นหอมเย็นสดชื่น กระปรี้กระเปร่า อันเป็นคุณสมบัติที่แมงมุมไม่ชอบเป็นอย่างยิ่ง เพียงผสมน้ำมันหอมระเหยเปปเปอร์มินต์กับน้ำเปล่าฉีดพ่น บริเวณจุดต่างๆ หรือมุมบ้านที่แมงมุงสร้างใย เหล่าบรรดาแมงมุมก็จะไม่มากวนใจอีกเลยครับ 

         7. ใช้กลิ่นน้ำมันซีตรัสช่วยไล่แมงมุม

         น้ำมันซีตรัสสกัดจากเปลือกผลไม้หรือผักที่มีรสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาว ส้มโอ ใช้วิธีเดียวกับกลิ่นเปปเปอร์มินต์ ผสมน้ำแล้วฉีดพ่น หรือบางท่านอาจจุดอโรมาน้ำมันหอมระเหยแทน วิธีนี้ช่วยขับไล่แมงมุมออกจากบ้านได้ คนสมัยก่อนยังใช้ภูมิปัญญาไทย แบบใช้ได้ดีและเห็นผล นั่นคือ นำเปลือกส้ม ผิวมะนาว ผิวส้มโอ มาวางไว้ตามจุดมุมห้อง วิธีนี้ก็ใช้ได้ผลนะ แถมภายในบ้านมีกลิ่นหอมอ่อนๆของซีตรัส 

         8. น้ำมันซีดาร์มีประโยชน์

        น้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์จากไม้สนซีดาร์ มีกลิ่นหอมคล้ายน้ำมันหอมระเหยจากแก่นไม้จันทน์ มีกลิ่นอ่อนๆคล้ายไอดิน นอกจากฉีกพ่นป้องกันแมงมุมแล้ว ยังสามารถไล่มด แมงสาบได้อีกด้วย เหมาะสำหรับท่านที่ไม่ชอบกลิ่นเปเปอร์มินต์หรือซีตรัส เพราะกลิ่นซีดาร์ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายคล้ายกลิ่นไอดินยามเช้า 

         9. ยาสูบแมงมุมกลัว  

         ทราบหรือไม่ในตัวมวนบุหรี่ ที่เรียกยาเส้นหรือยาฉุน นั้น มิใช่ทำอันตรายต่อสุขภาพเพียงอย่างเดียว ควันบุหรี่น่ะ มีอันตรายร้ายแรงต่อตนเองและผู้อื่น แต่ในตัวยาเส้นกลับมีคุณประโยชน์ ต่อการไล่แมงมุม หากนำมายาเส้นผสมน้ำแล้วคั้นเอาน้ำ มาฉีดพ่นสามารถไล่แมงมุมได้ผลดี ในสมัยก่อน ชาวสวนผลไม้ยังนิยมนำยาเส้นมาผสมน้ำฉีดพ่นไล่แมลงที่มากัดกินผลไม้ แทนการใช้ยาฆ่าแมลง อีกด้วย ว้าว!! ฟินิกซ์ คิดว่า บุหรี่มีแต่ข้อเสีย ที่ไหนได้ยังมีประโยชน์มากมาย หากแต่ นำมาใช้ให้ถูกวิธีกันนะครับ 

         10. ติดมุ้งลวดซะเลย 

         เล่าให้ฟังมาหลายวิธีแล้ว สุดท้ายที่ช่วยป้องกันสัตว์ แมลงต่างๆมารบกวนได้ดีที่สุด คือ การติดมุ้งลวดครับ เพราะช่วยป้องกันได้ดี ป้องกันฝุ่นละอองเข้าบ้านได้ดีอีกด้วย การติดมุ้งลวดใช้เวลาไม่นาน ปัจจุบันราคาไม่แพงเกินไป ที่สำคัญในช่วงฤดูฝน ยุงลายมักแพร่พันธุ์จำนวนมาก มุ้งลวดช่วยได้มากทีเดียวครับ แต่หลายบ้านก็ไม่นิยมติดมุ้งลวด ด้วยสาเหตุทำให้บ้านไม่สวยบ้าง ไม่น่าชวนมองบ้าง ตามแต่ความเห็น ความสะดวกแต่ละท่านครับ 

 เอาเป็นว่า มีหลายวิธีที่ให้เลือกนำมาทดลองใช้ ในการไล่แมงมุม ลองนำไปใช้ดูนะครับเพื่อสถานที่พักอาศัยของเราจะได้สะอาด น่าอยู่ ปลอดโปร่งสบายตา 

ขอบคุณข้อมูล : https://th.wikipedia.org 


ติดตามบทความได้ที่ www.ophconsultant.com
โดย อ.วีย์รฎา

วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เรื่องที่คุณไม่เคยรู้ของ “มหาตมะ คานธี”


          “อาจเป็นไปได้ ที่ในยุคต่อไป จะไม่มีใครอยากเชื่อว่า บุคคลเช่นนี้ ก็เคยมีชีวิตชีวา เดินเหินอยู่บนโลกนี้” อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กล่าว 
         ครั้งหนึ่ง ดิฉันได้ไปเยือนอินเดีย ในฐานะที่ปรึกษาด้านธุรกิจ ดิฉันเห็นภาพการเติบโต การพัฒนา สาธารณูปโภคพื้นฐาน รวมทั้งเศรษฐกิจหลายด้านของอินเดีย ที่มีพัฒนาการดีขึ้นเป็นลำดับ อย่างน่ามหัศจรรย์ ต่างจากในวัยเด็กที่ผู้ใหญ่เคยพูดถึงอินเดียในแง่ของความยากจน มีขอทานจำนวนมาก ทำให้ดิฉันคิดถึงบุคคลท่านหนึ่ง 
          หนังสือพิมพ์ นิวยอร์ค ไทมส์ เคยกล่าวถึง “เขาเป็นบุคคลที่ไม่มีวันตาย เขาได้ทิ้งพลังทางใจ ไว้ให้เป็นมรดกแก่คนรุ่นหลัง ซึ่งสักวันหนึ่งในกาลข้างหน้า จักต้องมีอำนาจเหนือกำลังรบและอาวุธยุทธภัณฑ์ และเหนือลัทธิประหัตประหารกัน อันหฤโหด” นั่นคือ “มหาตมะ คานธี” Mahatma Gandhi 

                                  

          ผู้เขียน ขอหยิบยกหนังสือ “ชีวประวัติของข้าพเจ้า โดย มหาตมา คานธี”(สมัยนั้น เขียน มหาตมา คานธี) เป็นหนังสือแปลโดย กรุณา กุศลาสัย แปลจากภาษาฮินดี ตีพิมพ์ครั้งที่ 4 ตั้งแต่ พ.ศ.2518 จำได้ว่าอ่านซ้ำหลายครั้งแล้ว ทุกครั้งยังคงให้ความรู้สึกแตกต่าง น่าสนใจในการนำมาปรับใช้ทางการบริหารคน ท่านเป็นบุคคลที่เกิดมาเพื่อการพิทักษ์ทุกสิทธิ์ ชื่นชมผู้แปลที่ใช้ใจและความสามารถอันเต็มเปี่ยม ในการแปลภาษาฮินดี ซึ่งขณะผู้แปลดำรงชีพอยู่ในที่ ถูกจำกัดสิทธิห้องแคบๆ 
          ทำให้เราคนไทย ได้รับรู้อีกมุมหนึ่งของท่านมหาตมะ ที่น่าประทับใจ แฝงข้อคิด ให้ทบทวนการดำเนินชีวิต หลักการบริหารงาน บริหารทีมงาน ซึ่งแปลกมาก ที่ท่านสามารถใช้วิธีการบริหารได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ต้องใช้ทุนมหาศาล แต่ใช้แรงจูงใจมวลมหาประชาชนแทนทุนอำนาจ 
          ในตอนหนึ่งของหนังสือ กล่าวถึง “การก่อตั้งนิคม Phoenix” 
          ที่ทำให้ดิฉันประทับใจในแนวคิดการบริหาร ซึ่งไม่ต่างกับการบริหารงานในองค์กรปัจจุบัน 

                                 
          

          มหาตมะ ท่านเล่าว่า 
          แรกเริ่มก่อสร้างโรงพิมพ์ สำหรับวารสาร “Indian Opinion” ได้มิตรสหายชาวอินเดียมีอาชีพ ช่างไม้และช่างปูน และบุคคลที่ได้เคยร่วมงานกับข้าพเจ้า ตั้งแต่สงครามโบเออะ(Boer War)มาช่วยมากหน้าหลายตา ภายในเวลา 1 เดือน อาคารหลังหนึ่ง ซึ่งมีความยาว 75 ฟุต กว้าง 50 ฟุต ก็เสร็จเรียบร้อย มิตรสหายต้อง เสี่ยงอันตรายมากในการอยู่กินร่วมกับข้าพเจ้า เพราะตำบล Phoenix เต็มไปด้วยต้นไม้ ใบหญ้า มีงูชุกชุม ไม่เคยมีใครมาอาศัยอยู่ พวกเราต้องช่วยกัน หักล้างถางพง ทำความสะอาดทีละน้อย ในที่สุดก็เป็นสถานที่ปลอดภัย สำหรับอยู่อาศัยได้ 
          เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ เราขนสัมภาระข้าวของ โดยใช้เกวียน ตำบล Phoenix อยู่ห่างจาก Durban ประมาณ 13 ไมล์ ข้าพเจ้าพยายามชักชวนให้บรรดาญาติมิตร ที่ติดตามข้าพเจ้าที่ไปทำมาหากินในแอฟริกาใต้ ให้มาเริ่มชีวิตใหม่ที่ Phoenix มีอยู่จำนวนไม่น้อยที่เห็นด้วย 
ในคืนวันที่จะออกวารสารฉบับปฐมฤกษ์ คืนนั้น กรอบอัดตัวพิมพ์ หรือที่เรียกกันตามภาษาการพิมพ์ ว่า เคซ ได้ขึ้นไปอัดบนแท่นพิมพ์หมดแล้ว แต่เครื่องไม่ยอมเดิน พยายามเท่าไร ก็ไม่สำเร็จ ถึงกับต้องเชิญนายช่างหัวเมือง มาแก้ไข เครื่องยังไม่ยอมเดิน ทุกคนหมดหวัง นาย West เดินหน้าเศร้า น้ำตาคลอมาหาข้าพเจ้า 
แล้วพูดขึ้นว่า 
         “เครื่องไม่ยอมเดิน แม้จะพยายามเท่าไร ก็ไม่สำเร็จ น่ากลัวว่าหนังสือฉบับนี้ 
เราจะออกให้ไม่ทันกำหนดเสียแล้ว” 

          “ถ้าจริงอย่างที่ว่า ก็ไม่มีทาง แต่ไม่จำเป็นอะไรที่เราต้องมาเสียน้ำตา ลองช่วยกันพยายามแก้ไข อีกหน่อยเถอะน่า เออ! เครื่องที่เราใช้แรงมือได้ ก็มีอยู่นี่นา หากเราไม่ใช้มันเวลานี้ จะไปใช้เมื่อไรกัน” 
         ข้าพเจ้าพูดขึ้นเป็นทำนองปลอบใจ…. 
         ข้าพเจ้าปลุกช่างไม้ ทั้งหลายให้ลุกขึ้น อธิบายเรื่องราวให้ฟัง 
         แล้วขอร้องให้เขาช่วย ข้าพเจ้าได้รับคำตอบทันที 
         “พุทโธ่ เรื่องเท่านี้ ถ้าผมช่วยท่านไม่ได้ ผมจะมีประโยชน์ อะไรเล่า ? 
          ท่านไปพักผ่อน พวกเราจะจัดการเอง” 

         ข้าพเจ้าและคนอื่นๆ ก็ผลัดกันเข้าช่วยออกแรงกับเขาด้วย และพร้อมกันนั้น หน้ากระดาษของ “Indian Opinion ” ก็ตีพิมพ์ออกมาเรื่อยๆ 

                             

         ผลก็คือ วารสารไปถึงสถานีได้ตรงตามเวลา และพวกเราต่างสบายใจไปตามๆกัน ทำให้พวกเรา มีกำลังใจทำงานดียิ่งขึ้น แล้วหันไปใช้แรงคนแทนเครื่องยนต์เดินแท่นพิมพ์ 
         จากตอนหนึ่ง ของหนังสือเล่มนี้ ทำให้เรามองเห็นภาพ นักบริหารที่แท้จริง ต้องอาศัยหลักการจูงใจทีมงาน เพื่อให้เขาเหล่านั้น เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความสำเร็จ คำสั่งอย่างเดียวไม่เพียงพอ จะทำให้คนร่วมใจทำงานให้ประสบผลสำเร็จ แต่ผู้บริหารที่ดีต้องรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา บางครั้งต้องลงมือทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง อาจต้องร่วมแรง ร่วมใจทำงานด้วยตนเอง โดยมองข้ามคำว่า “หัวหน้า มีหน้าที่สั่ง” ออกไป และใช้หลักการระดมใจ ให้คนทำงานด้วยแรงใจมากกว่าการบังคับขู่เข็ญ ให้ทำตามนโยบายเพียงอย่างเดียว 
         ซึ่งในปัจจุบัน การบริหารบุคลากรในองค์กรนั้น มีปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้มีการแปรผันงาน การ Turn Over บุคลากร ค่อนข้างสูง อีกทั้ง การปรับเปลี่ยนทางเทคโนโลยี ทางเศรษฐกิจที่มีความผันแปรตลอดเวลา ซึ่ง สิ่งที่จะดำรงให้ธุรกิจอยู่อย่างยั่งยืน นั่นคือทรัพยากรมนุษย์ นั่นเอง 
         เครื่องจักร เครื่องยนต์ สามารถทดแทนและลดระยะเวลาการผลิตได้ แต่ไม่มีจิตใจ หรือจิตสำนึกของความจงรักภักดีในองค์กร แต่มนุษย์มีเต็มเปี่ยมอยู่เหนือสิ่งมีชีวิต อื่นใดในโลก 
ผู้เขียน มักเขียนเสมอว่า หากพบปัญหาซับซ้อนมากมายในองค์กร ให้หันกลับมา ทบทวนแก้ปัญหาที่ตัวบุคลากรแต่ละระดับก่อน มองให้เห็นเนื้อแท้ของปัญหา เกิดจากน้ำมือมนุษย์ หรือเครื่องจักรสร้างปัญหา กันแน่? 
          องค์กรต้องหมั่นสร้างเครื่องมือบำรุงรักษาคนเก่ง สร้างเครื่องมือผลักดันหัวหน้างาน ให้เป็นเสมือนเจ้าขององค์กร สร้างโปรแกรมพัฒนาศักยภาพคนเก่ง สร้างระบบตัดท่อน้ำเลี้ยงคนไม่ดี อย่าให้มีการแบ่งตัวได้อย่างอิสระแบบฝังรากลึก และสร้างโปรแกรมพัฒนาสมรรถนะอย่างต่อเนื่อง ทันต่อเหตุการณ์ 
         หนึ่งในการบริหารจัดการพัฒนาบุคลากรในองค์กร จึงไม่ควรลืมนำระบบประเมินผลงานมาใช้ควบคู่กับเทคนิคการจูงใจในการทำงาน เพราะ ไม่ว่าวันนี้ พรุ่งนี้ หรือวันต่อไป “คน ไม่ใช่เครื่องจักรกลต้องการความรัก ความมั่นคง ความปลอดภัย การเอาใจใส่ และมีความเบื่อหน่าย ตลอดเวลา ” คุณว่าจริงไหม? 

วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2559

หลักการให้รางวัลเพื่อการจูงใจ (How to Reward People)


          ในการบริหารงาน ทุกสาขาอาชีพ ผู้ปฏิบัติงานย่อมหวังผลสำเร็จของงาน ความสำเร็จในหน้าที่ แน่นอน หากงานนั้นต้องอาศัยทีมงาน ร่วมมือ ร่วมใจในการทำงาน หัวหน้าทีมต้องสร้างแรงจูงใจ (Motivation) ให้งานมีผลสัมฤทธิ์อย่างเห็นเป็นรูปธรรม แม้ว่าธุรกิจมีลักษณะสินค้า บริการ การโฆษณาคล้ายคลึงกัน แต่หากคุณภาพคนและฝีมือเหนือกว่า นั่นย่อมส่งผลต่อการเลือกใช้ของผู้บริโภค อุปโภคมากว่า 
           สำหรับหัวหน้างานแล้ว เทคนิคการจูงใจในการทำงาน ถือว่าต้องมาพร้อมกับตำแหน่งหน้าที่ บริหารงานเก่งต้องบริหารคน ให้เก่งด้วย แต่จะทำอย่างไร? ให้บุคลากรที่มีความหลากหลายในทีม เก่งและมีผลการปฏิบัติงานที่ดีเลิศได้? เป็นสิ่งที่หัวหน้างานต้องแสวงหาเทคนิคการจูงใจ นำมาใช้ให้เหมาะสมแต่ละบุคคล เพราะแต่ละวัยทำงานมีความต้องการ เหมือนหรือแตกต่างกันไป 
          ปัจจุบันเทคโนโลยี มาพร้อมกับวิวัฒนาการกรทำงานของคนรุ่นใหม่ ที่เปลี่ยนไป เครื่องมือสื่อสารเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ช่วยการประสานงาน พูดคุย การส่งต่อข้อมูล แหล่งบันเทิง แหล่งค้นหางาน ดังนั้น ผู้บริหารหรือหัวหน้างานยุคใหม่ ต้องนำเทคโนโลยีมาผสานการใช้เทคนิคจูงใจในการทำงาน 
          ก่อนที่ผู้นำจักใช้เทคนิคในการจูงใจ เราทุกท่านควรทราบหลักความต้องการขั้นพื้นฐานของ มนุษย์ทุกคนก่อน โดยมีหลากหลายทฤษฎี ทฤษฎีที่นักบริหารงานทุกคนควรทราบและใช้กันอย่างแพร่หลายในโลก คือทฤษฎีหลักความต้องการมนุษย์ (The Basic Need Hierarchy) ของมาสโลว์ ( Maslow) มี 5 ขั้น 
           ในทางการทำงานนั้น แต่ละขั้นมีความต้องการแต่ละด้าน ดังนี้ 
          1. ความต้องการด้านร่างกาย(Physiological Need) คือ ต้องการอาหาร น้ำ การพักผ่อน ที่อยู่อาศัย ความรัก 
          2. ความต้องการความปลอดภัยและมั่นคง(Safety & Security Need)คือต้องการการปกป้อง คุ้มครอง ปลอดภัย 
          3. ความต้องการการยอมรับ(Belongingness and Love Need)คือการยอมรับจากหัวหน้า ยอมรับจากทีม ทำงาน ที่ถนัด 
          4. ความต้องการนับถือ (Esteem Need ) คือ การยกย่องชมเชย รางวัล การแสดงผลงานแห่งความสำเร็จ 
          5. ความต้องการสัมฤทธิผล(Self- Actualization Need) คือ การสำเร็จก้าวหน้า ความคิดสร้างสรรค์ อบรมพัฒนา 
           เมื่อทราบความต้องการที่เกิดขึ้นแล้ว ผู้นำและองค์กร นำหลักความต้องการที่เกิดขึ้นมาวิเคราะห์หาความจำเป็น ความต้องการรายบุคคล วิเคราะห์ หาจุดอ่อน จุดแข็ง และโอกาสที่อาจเกิดขึ้น พัฒนาศักยภาพ เพื่อกระตุ้นให้พนักงานแต่ละคนมีแรงจูงใจ ใฝ่หาผลสัมฤทธิ์ในการทำงาน 
           หลักการให้รางวัลแบบต่างๆ 
           การให้รางวัล ถือเป็นการจูงใจที่มีประสิทธิภาพอย่างหนึ่ง แต่การให้รางวัลนั้น ไม่จำเป็นต้องได้รับเป็นสิ่งของ เงินทองเสมอไป ดังนั้น ในฐานะผู้บริหาร หัวหน้างานจึงควรทราบ เพื่อจะได้นำไปใช้ในการบริหารทีมงาน 
           • การให้รางวัลเป็นเงิน เหมาะสำหรับ การแก้ไขที่เป็นชิ้น เป็นอัน ผู้ทำงานนั้นเกิดประสิทธิภาพเหนือกลุ่ม เช่นให้รางวัลเป็นเงินสด 10,000 บาท ต่อกลุ่มพนักงานที่รับรางวัลโครงการชนะเลิศ ในการจัดประกวดโครงการ COP สามารถนำมาใช้พัฒนางานได้จริง 
           • ให้รางวัลโดยการยอมรับ เหมาะสำหรับ การให้รางวัล สำหรับพนักงานที่ สามารถทำงานภายใต้ความกดดัน ความเสี่ยงภัยที่เกิดขึ้น โดยหัวหน้าให้การชื่นชมยอมรับต่อหน้าทีมงาน ที่ประชุมงาน หรือพิจารณาให้เขารับผิดชอบการทำงานที่สำคัญนั้นอย่างต่อนื่อง เช่น พนักงานที่ปรึกษาการขาย ได้รับมอบหมายจากผู้จัดการ ให้แก้ปัญหาการร้องเรียนจากลูกค้าคนสำคัญของบริษัท ต่อมาแก้ปัญหาตรงจุด ลูกค้าพึงพอใจ ทำให้บริษัทไม่เกิดภาพลักษณ์เสียหาย ผู้จัดการจึงชมเชยและให้พนักงานท่านนั้น เป็นพี่เลี้ยงที่ปรึกษาในทีมงาน กรณี ผู้จัดการไม่อยู่ สามารถตัดสินใจ ดูแลแก้ปัญหาได้ตามอำนาจหน้าที่ 
          • ให้รางวัล โดย การหยุดพิเศษ เหมาะสำหรับ การให้รางวัล ตอบแทนสำหรับพนักงานที่สามารถทำงานมีประสิทธิภาพเกินเป้าหมาย มีความคิดสร้างสรรค์ มีความทุ่มเทในงานมาก เมื่อเปรียบเทียบในกลุ่มพนักงานเดียวกัน โดยการให้รางวัลนี้มีความยืดหยุ่น ไม่ขัดต่อกฏระเบียบข้อบังคับเวลาการปฏิบัติงาน เช่น ผู้จัดการให้หยุดพิเศษยาวต่อเนื่องนาน 7 วัน เนื่องจาก ทีมการตลาดด้านผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ออกบูทยาว 3 เดือนสามารถกระตุ้นยอดสั่งจองสินค้าตามโปรโมชั่น ลูกค้าที่สั่งจองซื้อสินค้าจริงตามยอดสั่งจอง 100 % พร้อมแนะนำบอกต่อสินค้าเพื่อนสนิท ญาติ มาใช้สินค้าอย่างต่อเนื่อง 
          • ให้รางวัลโดย ให้ทำงานที่ชื่นชอบ เหมาะสำหรับ การให้รางวัลแก่ผู้ที่ทำงานอย่างฉลาด สามารถทำงานได้เกินเป้าหมาย หน้าที่ความรับผิดชอบ มีการวางแผนงานเป็นขั้นตอนได้อย่างละเอียดรัดกุม ตรวจสอบการทำงานอย่างต่อเนื่อง เช่น พนักงานสายงานการคิดลวดลายผลิตสิ่งทอ ทำงานได้ผลผลิตงานมากเกินมาตรฐานหน่วยงาน เป็นเวลาต่อเนื่อง 1 ปี ผู้จัดการจึงให้เขาเลือกสายการผลิตที่เขาถนัดและชื่นชอบ ในหน่วยงาน โดยเขาเลือกอยู่ใน LINEการผลิตสิ่งทอผ้าบาติค เขาเห็นว่าเป็นงานที่ได้แสดงแนวคิดใหม่ๆ ลงเนื้อผ้า ตามความถนัดของเขาและเป็นงานที่เขาทำออกมาได้ดี ทุกครั้ง 
          • ให้รางวัลโดย การเติบโต ก้าวหน้า เหมาะสำหรับ การให้รางวัลพนักงาน ที่ทำงานมีคุณภาพต่อเนื่อง วัดผลสำเร็จของงาน ผลงาน ความพึงพอใจได้ การให้รางวัลด้านนี้ เป็นการจูงใจในการทำงานแบบมีหลักเกณฑ์ นั่นคือ มีการตั้งเป้าหมาย กฎเกณฑ์ ระยะเวลา การประเมินผลชัดเจน มีความเสมอภาคต่อการประเมิน เช่น ในการประเมินผลการปฏิบัติงานช่วงปลายปี คุณสมหมายพนักงาน สายงานบัญชี ทำงานมานาน 10 ปี ได้รับผลประเมิน A ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สายงานบุคคลจึงเสนอชื่อให้เขาเข้ารับการโปรโมท เป็น ผู้จัดการบัญชี แทนตำแหน่งที่ว่างลง 
          • ให้รางวัล โดย สิ่งของล่อใจ เหมาะสำหรับ การให้รางวัลเพื่อต้องการให้มีการทำงานเป็นกลุ่ม หรือรวมตัวกันทำงานมากกว่า 2คน เช่น ผู้บริหารต้องการให้มีโครงการจัดการความเสี่ยงในหน่วยงาน ฝ่ายบริหารจัดการจึงทำโครงการ เชิญชวนพนักงานทุกสายงาน ทำโครงการจัดการความเสี่ยงในหน่วยงานกลุ่มละไม่เกิน 4 ท่าน กลุ่มใดทำโครงการชนะเลิศ ได้คะแนนสูงสุด 3 อันดับแรก สามารถจัดการความเสี่ยงถูกขั้นตอน ได้รับเงินสดและโล่รางวัลจากประธานบริษัท 

              
          สำหรับการให้รางวัลจูงใจนั้น มีรูปแบบอีกมากมาย ขึ้นอยู่กับการดึงเทคนิคต่างๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในแต่ละสถานการณ์ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับผู้นำไปใช้ ตามประสบการณ์ผู้เขียนที่พบในแวดวงการบริหารพบว่า เครื่องมือที่ดีที่สุด ในการจูงใจการทำงานของพนักงาน คือ “การพูดและการฟัง” 
          นั่นหมายถึง หัวหน้าต้องเลือกพูดให้เป็น ในจุดที่ควรพูด ต้องถือคติ “เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส” ทุกขณะ โดยไม่พูดพร่ำเพรื่อ มากความ ย่อมสร้างความระอาในทีมงาน 
และฟังให้มากกว่าพูด ฟังทุกเรื่องที่มาจากคำพูดของลูกน้อง ในเวลาอันเหมาะสม ไม่ก้าวล่วงพื้นที่ส่วนตัวลูกน้องมากเกินไป ที่สำคัญ การฟังอาจมีนัยสำคัญบอกปัญหาด้านการปฏิบัติงาน แต่ไม่จำเป็น ที่หัวหน้าต้องเก็บไปคิดทุกเรื่องที่ไม่เข้าท่า เพราะนอกจากส่งผลต่อความเอนเอียงด้านการบริหารทีม หัวหน้าอาจเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระแทนที่ เวลาที่ควรบริหารงานจริง 
          ภาษิตจีน ได้กล่าวเรื่องการคิดแบบผู้นำ เพื่อจูงใจให้คนทำงานไว้ว่า “ไม่สำคัญว่าแมวจะดำหรือขาว ตราบใดที่มันยังจับหนู”…… 
ติดตามบทความได้ที่ www.ophconsultant.com
โดย อ.วีย์รฎา